อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฮอลลีวู้ดกำลังสูญเสียเงินจำนวน 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.5 แสนล้านบาท อันเป็นผลมาจากไวรัส และผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะจนถึงตอนนี้มีหนังฮอลลีวู้ดที่เป็นหนังฟอร์มยักษ์เลื่อนฉายไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า 20 เรื่อง
โปรโมทแล้วแต่ต้องเลื่อนฉาย
คอหนังอาจจะเจ็บใจที่ไม่ได้ดูหนัง แต่สำหรับค่ายหนังต้องเรียกว่าเจ็บตัวอย่างหนัก เพราะหนังฟอร์มยักษ์ บางเรื่องก็โปรโมทไปบ้างแล้ว อย่างเช่น A Quiet Place Part II ภาคต่อของหนังไซไฟเขย่าขวัญในปี 2008 ที่ทำเงินสูงถึง 340 ล้านเหรียญทั่วโลก จากค่าย Paramount Pictures เพิ่งจัดงานฉายรอบปฐมทัศน์อย่างยิ่งใหญ่ในนิวยอร์กเมื่อกลาง มีนาคมที่ผ่านมา รวมไปถึง James Bond: No Time To Die ซึ่ง MGM ประกาศเลื่อนฉายจากเดือนเมษายนไปเดือน พฤศจิกายน ทั้งที่ปล่อยเพลงเจมส์ บอนด์ ธีม ของบิลลี่ ไอลิช และทุ่มงบโฆษณามูลค่า 4.5 ล้านเหรียญในศึกซูเปอร์โบวล์ ไปแล้วก็ตาม ทำให้เวลานี้ MGM ได้สูญเสียเม็ดเงินจากการเลื่อนฉายนี้ไปแล้วรวมๆ ถึง 50 ล้านเหรียญ จากการบริหาร จัดการ การสูญเสียโฆษณาและสปอนเซอร์ที่ไทอินกับหนัง
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ยังไม่นับรวมถึงตลาดหนังในเมืองจีนซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ อันดับ 2 ในบ๊อกซ์ออฟฟิศ รองจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่นี่ก็ทำให้ฮอลลีวู้ดบาดเจ็บสาหัสไม่แพ้กัน หลังทางการจีนประกาศ ปิดโรงหนังไปเกือบทั่วประเทศจำนวน 70,000 โรง ทำให้มีการคำนวณว่าสูญเสียรายได้จากการฉายหนังไปมากถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6,200 ล้านบาท
ค่ายหนังดิ้นลง Streaming
ในขณะที่ค่ายหนังยอมรับการเลื่อนฉายหนังออกไปด้วยความขมขื่น แต่บางค่ายก็ต้องดิ้นเพื่อความอยู่รอด ด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนแม้รู้ดีอยู่แก่ใจว่า รายได้จากตั๋วยังสูงกว่ายอดขายแผ่นหรือ Streaming อยู่มาก ก็ตาม เช่น ยูนิเวอร์แซล ประกาศว่า ภาพยนตร์ “โทรลล์ส เวิลด์ ทัวร์” ซึ่งจะเข้าโรงในวันที่ 10 เมษายนนี้ จะเปิดให้รับชมได้ พร้อมกันทั้งในโรงภาพยนตร์ และการเช่าออนไลน์ นอกจากนี้ ภาพยนตร์ที่กำลังฉายในโรงอย่าง The Invisible Man, The Hunt และ Emma จะเปิดให้เช่าผ่านออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมเป็นต้นไป ในราคา 19.99 เหรียญสหรัฐ เร็วกว่าปกติที่ จะต้องรอ 90 วันหลังภาพยนตร์เข้าโรง
ขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ของวงการอย่าง “วอลต์ ดิสนีย์” ได้เปิดให้ผู้ชมได้ดูภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง เช่น สตาร์ วอร์ส และโฟรเซ่น ภาค 2 บนแพลตฟอร์มดิสนีย์ พลัสก่อนกำหนดเดิม โดย โฟรเซ่น ภาค 2 จะเปิดให้สมาชิกใน อเมริการับชมผ่านทางดิสนีย์ พลัส ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ซึ่งนับว่าเร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 3 เดือน
ส่วนยักษ์วงการภาพยนตร์ยังอนุญาตให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ อาทิ กูเกิล, ไอทูนส์, อเมซอน และวูดู ขายภาพยนตร์ “สตาร์ วอร์ส : กำเนิดใหม่สกายวอล์กเกอร์” ในรูปแบบดิจิทัลได้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม หรือเร็วกว่ากำหนดการเดิมเกือบ 1 สัปดาห์
แต่เพื่อเป็นการหยุดเลือด ทางสมาคมโรงหนังอเมริกันต่างๆ ได้เริ่มเจรจากันแล้วว่า โรงภาพยนตร์ในอเมริกา จะกลับมาเปิดและให้บริการอีกครั้งในอีก 2 เดือนข้างหน้า
แม้ความหวังการกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งนั้นจะดูริบหรี่ก็ตาม แต่สมาคมโรงหนังอเมริกาก็ให้เหตุผลว่า ดีกว่า ไม่ได้กำหนด Timeline เอาไว้เลย
เมเจอร์ฯ รายได้หาย 70% ทันที
กลับมาที่โรงภาพยนตร์ในประเทศไทยกันบ้าง ซึ่งสถานการณ์ก็คงไม่ต่างจากฮอลลีวูดเท่าไหร่นัก เพราะหนังที่ ฉายในบ้านเรากว่า 80% นำเข้ามาจากฮอลลีวู้ด โดยเฉพาะ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ในฐานะผู้นำตลาด ย่อมบาดเจ็บมากที่สุด เพราะการปิดโรงภาพยนตร์ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ไป 70% อันสืบเนื่องมาจากสัดส่วนดังกล่าวมาจากธุรกิจ โรงภาพยนตร์รวมไปถึงโฆษณาในโรงภาพยนตร์ด้วย
ยิ่งหนังดังฟอร์มยักษ์อย่าง Fast & Furious 9 เพียงเรื่องเดียวเลื่อนฉาย 1 ปีเต็ม ไปเป็นเดือน เม.ย. 2564 ก็ทำให้สร้างผลกระทบไม่น้อย เพราะเป็นหนังทำเงินที่มีรายได้กว่า 400-500 ล้านบาทต่อภาค และเป็นหนังที่ทำรายได้ ประจำปีสูงที่สุดติดอันดับ 1-2 ของ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มาโดยตลอด
ก็คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ภาครัฐจะออกมาผ่อนปรนมาตรการต่อไปอย่างไร เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทาง เศรษฐกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ