กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ รายงานในวันนี้ว่า ข้อมูลผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่เพียงวันเดียวพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ถึง 1,426 ราย ส่งผลให้สิงคโปร์มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 8,014 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแซงหน้าอินโดนีเซีย ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสม 6,760 ราย
บนความตื่นตระหนกนี้ ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่า ในจำนวนผู้ป่วยใหม่ที่ตรวจพบ มีเพียงไม่กี่รายที่เป็นชาวสิงคโปร์ หรือผู้พำนักอาศัยถาวร
หมายความว่า การติดเชื้อระรอกใหม่ หรือ Second Wave ของสิงคโปร์นี้มาจากกลุ่มแรงงานต่างด้าว
ปัจจุบัน สิงคโปร์มีแรงงานต่างด้าวมาทำงานและพำนักอาศัยบนเกาะมากกว่า 300,000 คน ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในพอพักคนงานที่มีอยู่ราว 43 แห่ง แต่ที่สำคัญ คือแรงงานเหล่านี้อยู่รวมกันในสภาพที่ค่อน ข้างจะแออัด เพราะสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีพื้นที่จำกัด โดยหอพักแต่ละอาคารต่อหนึ่งห้องจะมีคนพักรวมกัน 12-24 คน ตามขนาดของพื้นที่
สิงคโปร์มีการตรวจพบการติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวเป็นครั้งแรกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยเป็นแรง งานชาวบังกลาเทศ ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลสามารถควมคุมการระบาดได้
กระทั่งวันที่ 30 มีนาคม สิงคโปรมีการตรวจพบการติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวอีกครั้งจำนวน 4 คน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดที่มีแรงงานต่างด้าวเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์
ทางรัฐบาลสิงคโปร์เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับซูเปอร์สเปรดเดอร์เคสนี้ และมีการออกมาตรการเสริมมาอย่างมากมาย เริ่มจาก
1. สั่งล็อกดาวน์หอพัก 43 แห่ง
2. ตั้งหน่วยงานพิเศษมาดูแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะ
3. ทำเซอร์กิต เบรกเกอร์ ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างหอพักอย่างเด็ดขาด
4. ใช้มาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวด
5. ทางรัฐบาลออกคำสั่งให้หยุดงาน แต่แรงงานยังคงได้รับค่าจ้างชดเชยทุกคน
6. จัดเพิ่มคลินิกคัดกรอง และสถานพยาบาลเพื่อคัดแยกคนไข้ในพื้นที่นั้นๆ
7. เคลื่อนย้ายแรงงานที่ติดเชื้อและรักษาหายแล้วไปพักอาศัยในเรือที่จอดอยู่กลางทะเล โดยสามารถรองรับคนได้ประมาณ 2,000 คน
ทั้งหมดนี้ คือมาตรการเร่งด่วนที่ทางสิงคโปร์จัดทำขึ้นมา เพื่อจัดการควบคุมโรคในส่วนของกลุ่มแรงงานต่างด้าว