จากยุคเพย์ทีวีที่บูมเมื่อหลายปีที่แล้ว ผ่านมาสู่ปัจจุบันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจนเกิดเป็นไอพีทีวี ที่เป็นการจ่ายเงินซื้อกล่องครั้งเดียว แล้วสามารถดูคอนเทนต์ได้ผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตซึ่งแต่ละรายก็จะมีช่อง Exclusive ที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินเพิ่มเพื่อรับชมแตกต่างกันไป
หนึ่งในนั้นก็คือ “ทรูทีวี” กล่องดูทรูวิชั่นส์ผ่านเน็ต ที่ใช้ได้กับทุกเครือข่าย ซึ่งตัวคอนเทนต์ที่เป็นตัวชูโรงก็คือ คอนเทนต์กีฬา เช่น บอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โตโยต้าไทยลีก พร้อมบอลดังรวม 1,200 แมตช์ และคอนเทนต์ภาพยนต์ที่มีทั้งภาพยนตร์ พรีเมียมและช่อง On Demand ซึ่งเป็นช่องอินเตอร์เน็ต และอีก 80 ช่อง ทั้งช่องดิจิตอลทีวีและรายการดังจากทรูวิชั่นส์ และสามารถดูรายการย้อนหลังได้ ทั้งหมดนี้สามารถดูผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วขั้นต่ำ 15 Mpbs
ศึกษิฐ ชลศึกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า“ที่เราเข้ามาจับตลาดนี้เพราะเราเชื่อว่า ปีนี้กับปีหน้าจะเป็นจุดพลิกของตลาด ไอพีทีวี หรือ OTT ทั้งบรอดแบนด์ที่มีอยู่ 10 ล้านราย คนสมัครใช้เน็ตบ้านและเพิ่มสปีดมากขึ้น และการที่อินเตอร์เน็ตเจาะตลาดไปกว่า 25 ล้านผู้ใช้ ซึ่งในอีก 12 เดือนข้างหน้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือการผสมผสานอินเตอร์เน็ต เข้ากับดาวเทียมและเคเบิล ดังนั้นเราจึงหนีไม่พ้นที่จะมีเรื่องอินเตอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยว เพราะสิ่งนี้มันก็สะท้อนมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในตอนนี้”
ถ้าแบ่งการบริโภควิดีโอจริงๆ แล้ว แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ การดูวิดีโอ OTT ผ่านแอพพลิเคชั่น หรือจากเว็บไซต์โดยตรงการดู OTT ผ่านกล่องที่เป็น Platform Set เช่น ทรูทีวี และสุดท้ายคือ การดูผ่านเคเบิลและดาวเทียม
แล้ว OTT มีประโยชน์อะไรทำไมถึงเข้ามามีอิทธิพลกับตลาด ก็เพราะอินเตอร์เน็ตเข้ามามากขึ้น คุณภาพและสปีดที่ดีขึ้น และความต้องการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ลูกค้าสามารถดูอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ (On demand) เป็นพฤติกรรมที่เลือกเสพรายการ ดูหนังหรือฟังเพลงในเวลาที่ตัวเองต้องการ นั่นแสดงให้เห็นว่าในอนาคต ผู้บริโภคจะมีการบริโภควิดีโอมากขึ้นเรื่อยๆ
กลุ่มเป้าหมายหลักของทรูก็คือ นักศึกษาไปจนถึง First Jobber ต้องการเจาะตลาดหอพัก อพาร์ตเมน และคอนโดมิเนียมที่มี ADSL ซึ่งเป็นการเกาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีการเติบโตที่เร็ว เป็นกลุ่ม None Pay TV User เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการดูแบบ On Demand
“เรามั่นใจว่า ทรูทีวี จะไม่ไปลดฐานลูกค้าดาวเทียม เพราะลูกค้าคนละ Segment กับOTT เพราะกลุ่มเป้าหมายคือลูกหลานของลูกค้าดาวเทียม ซึ่งตลาดอินเทอร์เน็ตเป็นตลาดที่ใหญ่ และใหญ่กว่าตลาดทีวี และจะโตขึ้นต่อเนื่องแน่นอน ซึ่งเราก็ให้ความสำคัญกับฐานลูกค้าเก่าและลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เท่าๆ กัน” ศึกษิฐ ชลศึกษ์ กล่าวเสริม
ส่วนโมเดลธุรกิจของทรูทีวีในส่วนของรายได้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ใช้คอนเทนต์ในการสร้างฐานรายได้จากโฆษณา กับการซื้อคอนเทนต์มาขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงจากการจ่ายเงินซื้อช่องเพิ่ม ซึ่งถ้าดูจากรายได้ในภาพรวมของทรูวิชั่นส์ ในปี 2016 มีมูลค่ารวม 12,200 ล้านบาท โต 1.8% แต่ถ้ามองจากจำนวนลูกค้า คือเพิ่มขึ้น 3.9 ล้านราย โต 5.6% โดยสัดส่วนธุรกิจเพย์ทีวีเท่ากับ 65% อีก 35% คือธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นต์ อีเวนท์ โฆษณา และคอนเสิร์ต เป็นต้น
จากการที่ทรูมีความเชี่ยวชาญในตลาดเพย์ทีวีอยู่แล้ว การที่เทรนด์ของไอพีทีวี หรือ OTT เข้ามาแล้ว ทรูเข้ามาทำตลาดก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ เป็นตลาดที่มีฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีอายุต่ำกว่าฐานลูกค้ากลุ่มเดิมคือดาวเทียมและเคเบิล แต่ก็ต้องมาจับตาดูกันอีกทีว่า ผู้นำในตลาดเพย์ทีวีจะสามารถขึ้นเป็นผู้นำตลาดไอพีทีวีได้ในอีกไม่นานนี้ได้หรือเปล่า