อาจจะเป็นความบังเอิญก็ได้ที่เป๊ปซี่ต้องหันมาใช้กลยุทธ์ Differentiation ในการต่อสู้กับโค้ก เนื่องจากโค้กนั้น เกิดมาตั้งแต่ปี 1886 ในขณะที่เป๊ปซี่นั้นก่อตั้งกิจการมาตั้งแต่ปี 1898 แต่นั่นก็เป็นหลักฐานชั้นดีของนักการตลาดว่า Differentiation Strategy นั้นใช้ได้ผล แม้ว่าจะต้องต่อสู้กับมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่น โค้ก ก็ตาม
มองย้อนกลับไปเป๊ปซี่มีความพยายามที่จะแยกตัวออกจากโค้กโดยใช้วิธีการส่งเสริมภาพลักษณ์กลยุทธ์ของ เป๊ปซี่คือ สร้างความรู้สึกให้กับผู้บริโภคว่าเครื่องดื่มเป๊ปซี่นั้นเป็นของวัยรุ่นหนุ่มสาว ดังนั้นเมื่อเป๊ปซี่วางตำแหน่งทาง การตลาดแบบนี้ ก็ทำให้ภาพลักษณ์ที่เก่าและโบราณจะตกไปอยู่กับโค้กทันที
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป๊ปซี่ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่จะนำเอาคนที่ดังที่สุดในยุคนั้นๆ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เสมอ ไม่ว่า จะเป็นการใช้ ไมเคิล แจ๊คสัน , ไมเคิล เจฟ็อกซ์ ในยุคทศวรรษที่ 1980 เราได้เห็น ชาคีล โอนีล และซินดิ้ ครอว์ฟอร์ด ในช่วงเวลาถัดมา รวมถึงช่วงทศวรรษที่ 1990 นักฟุตบอลระดับโลกอย่าง เดวิด เบคแฮม ก็มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้เป๊ปซี่ หรือช่วงที่ผ่านมา เราก็ยังคงเห็นนักฟุตบอลระดับโลกหลายๆ คนวนเวียนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ไม่ว่าจะเป็น เธียร์รี่ อองรี หรือ เฟอร์นานโด ตอร์เรส ก็ตาม
โจทย์ของแบรนด์เป๊ปซี่นั้นยากมากๆ เนื่องจากความแตกต่างทางกายภาพระหว่างโค้กและเป๊ปซี่ไม่ได้แตกต่าง กันมากนัก ดังนั้นเป๊ปซี่ต้องทำตัวให้แตกต่างเพื่อค้นหาตลาดของตัวเอง ซึ่งก็คือ ความสดใหม่ ความเป็นวัยรุ่น ต่างจากโค้กที่มีภาพลักษณ์ของความเก่าแก่ และคลาสสิก
ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นผ่านกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างที่ยังคงใช้ได้ผลในทุกยุคทุกสมัย.....