นอกจากนี้ SACICT ยังมีแผนรองรับภายหลังสถานการณ์ โควิด-19 คลี่คลายลง เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และสร้างปรากฏการณ์หัตถศิลป์ไทยในโลกยุคใหม่ อาทิ การจัดงานหัตถกรรมระดับประเทศเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตในช่วงปลายปีนี้ การสร้างความนิยมผ้าไทยในกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านการจัดการประกวดระดับนานาชาติ รวมทั้งการพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ ผลักดันสินค้า GI เรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรต่างๆ รวมทั้งการหาตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ตลาดในกลุ่มนักสะสม เปลี่ยนงานศิลปหัตถกรรมทั่วไปให้เป็นชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง หน่วยธุรกิจของชุมชนมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น สอดรับกับกำลังซื้อภายในประเทศมีบทบาทและความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีการพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตและการนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศหยุดชะงักลง ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคในความปกติใหม่นี้เอื้อให้ตลาดของงานศิลปหัตถกรรมเกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังนี้
• ผู้คนหันมาทำงานหัตถกรรมเพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องจากตอนช่วงที่อยู่บ้านในสถานการณ์โควิด มีเวลาได้ทดลองเรียนรู้การทำงานคราฟต์ต่างๆ ประกอบกับภาวะของความเครียด กังวลใจจากการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้ผู้คนพบว่างานศิลปหัตถกรรมสามารถช่วยบำบัดความเครียด ความเหงา และช่วยผ่อนคลายจิตใจได้ ทำให้เกิดพฤติกรรมต่อเนื่องจนเป็นวิถีใหม่
• การเพิ่มทักษะหัตถกรรมแก่ผู้ที่สนใจทำได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น โดยการเพิ่ม”คราฟต์สกิล” ผ่านเทคโนโลยีเรียนรู้วิธีทำงานคราฟต์ผ่าน E-Learning เกิดการเรียนรู้หัตถกรรมไทยได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน SACICT Application เพื่อก้าวสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัล
• การเชื่อมโยงตลาดหัตถกรรมสู่ตลาดโลกได้อย่างไร้รอยต่อ SACICT ได้จับมือกับพันธมิตรแสวงหาตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินงานด้านการตลาดเชิงรุก ผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผ่าน E-Commerce Platform ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต Logistic และจำหน่ายซื้อขาย Distribute ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและหัตถกรรมไทย
• การนำเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ เพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยส่งเสริมให้เป็น Smart Crafts SMEs หรือผู้ประกอบการงานคราฟต์อัจฉริยะ ส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานหัตถศิลป์ เพื่อทุ่นแรง ลดต้นทุน และการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น
• การจับมือพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อพัฒนาวงการหัตถกรรมไทย เช่น การเร่งพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของผ้าไทย โดยการจับมือร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการพัฒนาผ้าไหมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ โดยการเคลือบนาโน เพื่อช่วยไม่ให้ยับง่าย สามารถซักรีดธรรมดาได้ไม่ต้องส่งซักแห้ง มีกลิ่นหอมเมื่อตากแดด ซึ่งจะทำให้คุณสมบัติของผ้าไหมสามารถใช้งานได้นานและง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับและพัฒนาหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล