จริงๆ แล้วพอลิสไตรีน (Polystyrene) ก็คือวัสดุพอลิเมอร์ชนิดหนึ่ง สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็นอีก2 แบบคือ โฟมพอลิสไตรีน (Polystyrene Foam) และพลาสติกพอลิสไตรีน (Oriented Polystyrene)
ทั้งโฟมและพลาสติกพอลิสไตรีน ถูกนำมาใช้งานเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารอย่างแพร่หลายอย่างที่กล่าวไปข้างต้น แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งาน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
โฟมพอลิสไตรีน (Polystyrene foam) เกิดจากการทำให้เม็ดพลาสติกพอลิสไตรีนขยายตัวกลายเป็นโฟม ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตว่าจะผลิตออกมาเป็นโฟม EPS ซึ่งมีลักษณะฟู น้ำหนักเบา ช่วยให้เกิดการถ่ายเทแรงหรือน้ำหนักได้ดี สามารถรองรับแรงกระแทกได้อย่างดีเหมาะสำหรับใช้ในการบรรจุสินค้า ใช้เป็นฉนวนรักษาความร้อนและเย็นได้ หรือจะผลิตเป็นโฟม XPS ที่ขึ้นรูปร่างได้ตามแม่พิมพ์
ส่วนพลาสติกพอลิสไตรีน Oriented polystyrene หรือ OPS เป็นพลาสติกที่มีความใส เปราะ แตกหักได้ง่าย ไม่สามารถทนความร้อนได้ เริ่มอ่อนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 70Cและหดตัวเมื่อโดนความร้อน
ผลกระทบต่อสุขภาพ
เมื่อปี 2548 มีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 275 เกี่ยวกับปริมาณสารสไตรีนในภาชนะบรรจุอาหาร โดยกำหนดว่า ให้มีสารสไตรีนได้ไม่เกิน 5,000 mg./kg. (กรณีใช้งานที่อุณหภูมิสูงกว่า 100C ปริมาณสารสไตรีนต้องไม่เกิน 1,000 mg./kg)
นอกจากนี้การนำบรรจุภัณฑ์พอลิสไตรีนใส่อาหารที่มีวิตามินเอเป็นองค์ประกอบแล้วนำไปอุ่นร้อนด้วยไมโครเวฟ จะทำให้วิตามินเอเกิดการสลายตัวทำให้เกิดสารอันตรายปะปนออกมากับอาหาร ดังนั้นควรใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพอลิสไตรีนอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการนำไปใช้งานในไมโครเวฟ เพราะอาจทำให้สารสไตรีนละลายออกมาจากบรรจุภัณฑ์และปนเปื้อนเข้าสู่อาหารได้