ยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว และความคาดหวังของผู้บริโภคที่สูงขึ้น “เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง (SCG Smart Living)” หนึ่งในธุรกิจภายใต้เอสซีจี ยังคงยืนหยัดในฐานะองค์กรที่สังคมเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคว้าอันดับ 1 ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง จากผลวิจัย 2025–2026 Thailand’s Most Admired Company โดยได้คะแนนสูงสุดในทุกปัจจัย ทั้ง Innovation, Business Performance, Corporate Image, Management และ Sustainable Development ซึ่งตอกย้ำบทบาทของธุรกิจสมาร์ทลีฟวิงในฐานะองค์กรไทยระดับภูมิภาคที่เติบโตด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน

“หัวใจสำคัญที่ทำให้ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง รักษาความเป็นผู้นำได้ คือการไม่หยุดพัฒนาและเดินหน้าอย่างมีเป้าหมายภายใต้กลยุทธ์ Greenovation for Better Living เพราะเรามองว่านวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ดี ต้องไม่เบียดเบียนโลกในวันข้างหน้า” คุณวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี ดิสทริบิวชัน แอนด์ รีเทล อธิบายให้เห็นภาพว่า ธุรกิจฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภค ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้งาน จนถึงการจัดการหลังการใช้ เพื่อให้ทุกขั้นตอนช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
สำหรับเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง การพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง บริษัทจึงพัฒนาสินค้าและบริการโดยเริ่มต้นจาก Pain Point ของลูกค้าและความคุ้มค่าในระยะยาว เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง ควบคู่กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถเติบโตในเชิงธุรกิจและสังคมได้อย่างมั่นคง

มีการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามายกระดับผลิตภัณฑ์และบริการ สร้างคุณค่าใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น เอสซีจี รุ่นคอมฟอร์ท ที่มี HeatSync Technology รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ช่วยสะท้อนและระบายความร้อนได้เร็วกว่ากระเบื้องทั่วไป ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวลดลง 3-7°C ได้พื้นที่เย็นและเดินสบายเท้ามากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผนังสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี ซูเปอร์ ซิลา ก็ได้รับการพัฒนาให้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นด้วย Firm & Flex Technology ผสานโครงสร้าง Double Super Molecule และ Ultra Fiber ช่วยลดการแตกหักขณะติดตั้งและรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น พร้อมเพิ่มดีไซน์ลายหินที่มีมิติ ทำให้ตอบโจทย์ทั้งความทนทาน ฟังก์ชันการใช้งาน และความสวยงามในเวลาเดียวกัน
เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในทุกมิติของกระบวนการผลิต เช่น การประยุกต์ใช้ IoT, AI และระบบ Lean Automation เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และลดของเสียในโรงงาน ระบบ MES ช่วยบริหารการผลิตแบบ Real-time ทำให้สามารถผลิตได้มากขึ้นในเวลาน้อยลง พร้อมคุณภาพที่สม่ำเสมอและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Emission ในระยะยาว รวมถึงการนำนวัตกรรม Drone Imaging และ AI มาใช้ตรวจวิเคราะห์หลังคา ช่วยลดเวลาทำงาน เพิ่มความปลอดภัย และให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่าที่เคย

นอกจากนี้ ธุรกิจฯ ยังมุ่งพัฒนา Smart Value Products (SVP) ที่ให้ทั้งคุณภาพและความคุ้มค่า เพื่อรองรับตลาดที่กำลังซื้อชะลอลง อาทิ กระเบื้องหลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่น Celica Curve และ Celica SRA รวมถึงกระเบื้องคอนกรีตปูพื้นทางเดินที่ทนทานและใช้งานได้หลากหลาย ในขณะเดียวกันยังมีกลุ่มลูกค้าที่มองหาสินค้าคุณภาพที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เป็นที่มาของการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม High Value-Added (HVA) และสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าโดยตรง เช่น โซลูชัน ONNEX Active Air Quality และ Active Airflow รวมถึงการขยายธุรกิจพลังงานโซลาร์สู่กลุ่มเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตต่อเนื่อง

ต้องยอมรับว่าอีกหนึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จของเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง คือการปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยใช้แนวคิดการทำงาน “คิดเป็นหนึ่ง” ซึ่งประกอบด้วย Collaboration รวมกันเป็นหนึ่ง Customer Centric ลูกค้าเป็นที่หนึ่ง และ Entrepreneurship Mindset ธุรกิจยืนหนึ่ง เพื่อให้ทุกหน่วยงานในธุรกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน และพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่น
อย่างไรก็ตาม ในด้านภาพลักษณ์ขององค์กร คุณวิโรจน์มองว่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดเพียงปัจจัยเดียว แต่เกิดจากความน่าเชื่อถือและคุณภาพที่สั่งสมมากว่า 110 ปี การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย รวมถึงการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรในท้องถิ่นเพื่อให้โซลูชันเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขยายแบรนด์สู่ระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง Inclusive Green Growth ของเอสซีจี
ที่ผ่านมา เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิงยังเดินหน้าสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ โดยมุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต ใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์คิดเป็น 20.6% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติด้วยพลังงานชีวมวล 36% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกว่า 67,586 ตัน CO₂ ต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิลและเศษวัสดุเหลือใช้ในการผลิต รวมถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและต่อยอดสู่ชุมชน เช่น โครงการนำเศษวัสดุอิฐมวลเบา Q-CON ไปปรับปรุงบำรุงดินเกษตร ลดการใช้สารเคมี และสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ในด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยมีการใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัย ไม่มีแร่ใยหินและสาร VOCs อันตราย และในปี 2568 สินค้ากว่า 80% ได้รับการรับรอง Carbon Footprint of Product (CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ วัสดุตกแต่ง และฉนวนกันร้อนและกันเสียง ได้รับการรับรอง Environmental Product Declaration (EPD International) โดยตั้งเป้าให้สินค้าที่ผลิตทั้งหมดมีค่า CFP ครบภายในปี 2569

เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิงยังเดินหน้าพัฒนาวัสดุก่อสร้างและระบบก่อสร้างคาร์บอนต่ำ เช่น ไม้จากป่าปลูกและระบบ Prefabrication เพื่อเพิ่มคุณภาพการอยู่อาศัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรก่อสร้าง พร้อมส่งเสริมผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก SCG Green Choice ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ยืนยันความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO14021
ในด้านความร่วมมือในอุตสาหกรรม ธุรกิจฯ ยังคงร่วมผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ผ่านกลุ่ม CECI (Circular Economy in Construction Industry) กับพันธมิตรกว่า 50 บริษัท สนับสนุนการออกแบบและก่อสร้างสีเขียว ลดขยะ ใช้วัสดุหมุนเวียน และตอบโจทย์ข้อกำหนดของ Climate Change Act ที่จะบังคับใช้ในปี 2569 เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าเอสซีจีตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและความยั่งยืนระดับประเทศและสากล

นอกจากนี้ เอสซีจี รูฟฟิ่ง ผู้ผลิตกระเบื้องและอุปกรณ์หลังคาในธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. 9999 ด้านแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม จากการนำหลักการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรบุคคล สะท้อนการขับเคลื่อนตามแนวทาง ESG พร้อมยกระดับโรงงานสู่ความสมดุลและความยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย
“เราเชื่อว่านวัตกรรมจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก พร้อมยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นและเข้าใจ Insight ของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาอย่างแท้จริง
ในระยะยาว บทบาทของนวัตกรรมจะต้องเชื่อมโยงกับความยั่งยืนของธุรกิจ โดยพัฒนาบนหลักการ Inclusive Green Growth ตลอด Supply Chain เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล ตามทิศทางของธุรกิจ Greenovation for Better Living” คุณวิโรจน์ กล่าวปิดท้าย