แต่การใช้ครั้งนี้ เป็นการมุ่งไปที่การทำการตลาดเพื่อสังคม ทำให้ภาพออกมาในอีกแนวทางหนึ่ง ผลก็คือ สามารถสร้างวอลุ่มหรือสเกลขนาดใหญ่ได้ในการทำการตลาดครั้งนี้ ซึ่งคุณดนัย ยืนยันว่า ตรงกับเป้าหมายในการทำที่ต้องการดึงคนเข้าร่วมแคมเปญเพื่อการกุศลนี้ในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ความสำเร็จที่ตามมาอีกอย่างก็คือการสร้าง Talk of the Town ให้สาวมิสทินมีเรื่องไปพูดคุยกับลูกค้าได้พักใหญ่ๆ ทีเดียว
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หลังประสบความสำเร็จกับกลุ่มแมสแล้ว มิสทีนมีการยกระดับภาพพจน์ของแบรนด์สินค้าเพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายมายังสาวๆ ในระดับบีและเอ หลังจากที่ก่อนหน้านั้น มิสทิน เป็นแบรนด์เครื่องสำอางของสาวระดับซี
มิสทินวางเส้นทางการเติบโตในรูปแบบที่ว่านี้และลงมือทำอย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และได้รับความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะภาพในปัจจุบันของมิสทินไม่ใช่แบรนด์เครื่องสำอางของกลุ่มสาวโรงงานอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นแบรนด์ของสาวรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยไปแล้ว
สิ่งที่จะทำให้มิสทินสามารถก้าวไปสู่จุดหมายที่วางไว้ได้นั้น มิสทีนต้องให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลักๆคือ คุณภาพของสินค้าทั้งตัวเนื้อใน บรรจุภัณฑ์ และการบริการ ราคาที่ทำให้ผู้บริโภคจับต้องได้และรู้สึกถึงความคุ้มค่าคุ้มราคา และสุดท้ายในเรื่องของภาพลักษณ์ที่มิสทินจะมีการทำต่อเนื่องผ่านการสื่อสารการตลาดที่ใช้ดาราหรือซูเปอร์สตาร์ที่สามารถสะท้อนกับภาพลักษณ์ใหม่ที่มิสทีนวางไว้ได้
ยุทธศาสตร์การเติบโตดังกล่าวถือเป็นการผลักดันตัวเองออกมาแข่งกับสินค้าเครื่องสำอางในตลาดคอนซูเมอร์โปรดักต์ และตลาดเคาน์เตอร์แบรนด์ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งนั่นจะทำให้มิสทินสามารถเติบโตได้อีกมาก ถ้าสามารถบรรลุตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้
การยกระดับอิมเมจจากแบรนด์ในตลาดแมสมาสู่ระดับบีและเอ ทำให้มิสทินต้องให้ความสำคัญกับตัวโปรดักต์ค่อนข้างมาก ทั้งการออกสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์มิสทินที่มีทั้งผลิตเองและนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงการนำเรื่องสำอางแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเจาะกลุ่มลูกค้าที่เคยใช้เคาน์เตอร์แบรนด์ ซึ่งกลยุทธ์ในเรื่องของตัวโปรดักต์ในสเตปนี้จะแตกต่างจากมิสทินในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะในยุคนั้นจะตอบโจทย์ความต้องการของสาวโรงงานระดับแมสเป็นหลักใหญ่
แต่สิ่งที่ไม่แตกต่างกันก็คือ การขาย “Hope” ที่นำด้านของอารมณ์มาต่อยอดนั่นคือ เมื่อดูดีแล้ว สิ่งดีๆ ก็จะตามมา