นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวแบรนด์ OYOKI by OISHI ซึ่งเป็นร้านไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ รวมถึงการเปิด 2 แบรนด์ใหม่ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบนภายใต้ชื่อแบรนด์โฮว ยู (HOU YUU) และซากาเอะ (SAKAE) ซึ่งเป็นการมองเห็นโอกาสการเติบโตจากตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม
“ถ้าเราดูในตลาดผู้บริโภคมีหลายเจน และมีแก็ปค่อนข้างมาก เวลาเราทำร้านอาหารจึงต้องจับแต่ละเซ็กเม้นต์ใส่เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอของเราว่าร้านอาหารตัวไหนในพอร์ตจับเซ็กเม้นต์ไหน แล้ว Consumer Need เป็นอย่างไร Occasion Need อยู่ตรงไหน เราดูว่ามันมีช่องว่างตรงไหนในการทำธุรกิจ ถ้าเราทำธุรกิจใหม่แล้ว ไปกินกันเอง แล้วตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มเดียวกัน Occasion เดียวกัน มันก็ไม่เกิดประโยชน์ในแง่ของยอดขาย หรือว่าขยายฐาน วิธีการก็คือ เรากางพอร์ตของแบรนด์ที่มีอยู่ออกมา แล้วดูว่า แบรนด์นี้ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มไหน Occasion อยู่ตรงไหน อย่างไร เราได้เห็นช่องว่างก็ครีเอทธุรกิจของเราขึ้นมาในส่วนที่ของเดิมไม่มี”
ในการทำ Brand Portfolio หลักๆ มีหัวใจสำคัญอยู่ 3 - 4 ประการ คือ
1. เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน คนที่อยากทานบุพเฟ่ต์ในแบบลักษณะพรีเมียมก็ไปโออิชิ แกรนด์ ส่วนคนที่อยากทานบุฟเฟ่ต์ในราคาที่ไม่ต้องแพงมากก็ไปทานที่โออิชิ บุฟเฟ่ต์ คนที่อยู่กึ่งกลางก็ไป Oishi Eaterium ฉะนั้นใน Brand Portfolio มันก็แบ่งเซ็กเม้นเตชั่นออกไปอีก
2. ทำมาเพื่อแข่งขันกับตลาด หรือเรียกว่า Fighting Brand เวลาเราจะทำอะไรเนี่ย เรามีแบรนด์อยู่แต่เราไม่สามารถเอาแบรนด์เราไปแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาแบรนด์เราไปแข่งขัน หมายความว่า บางทีเราต้องลดราคาหรือลดอะไรบางอย่างลงไป เพื่อลงไปสนามแข่ง วิธีการทำ Brand Portfolio ของเราก็คือ ทำ Sub-brand อย่าง โออิชิ แกรนด์เราทำขึ้นไปแข่งข้างบน ส่วนโออิชิ บุฟเฟ่ต์ ก็ยังอยู่ข้างล่าง ไม่เพียงเท่านั้นยังสร้าง โออิชิ อีทเทอเรียม ขึ้นมาแข่งขันอีก เรามี Fighting Brand ก็คือ ชาบูชิ เป็นแบรนด์ที่เจาะไปทั่วตลาด เป็นบุฟเฟ่ต์เหมือนกัน แต่ขายในราคาที่ต่ำกว่า 400 บาท
3. เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์แม่ เพราะทุกอย่างมันอยู่ภายใต้แบรนด์โออิชิ เป็นการทำให้แบรนด์แข็ง แกร่ง เวลาทำ Brand Portfolio มันอยู่ภายใต้เครือเดียวกัน มันก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของแบรนด์มันมีมากขึ้น พอแบรนด์โออิชิแข็งแกร่ง ก็สามารถแตกออกมาทำ Sub-brand เป็นการแตกเซ็กเม้นเตชั่นหรือ Brand Portfolio ที่มีแบรนด์แม่อย่างโออิชิ เข้ามาเป็นตัวช่วย Endorse ซึ่งจะเข้ามามีส่วนทำให้แบรนด์พวกนี้แข็งแรง
4. การไม่กินกันเอง สมมติว่าทำมาหลายๆ แบรนด์ แล้วยังต้องไปแข่งกันเองอีก ก็ต้องมองว่า แบรนด์นี้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายแบบไหน เพื่อไม่ให้มันแข่งกันเอง เพราะเวลามันอยู่ในห้างเดียวกันแล้วเปิดหลายๆ แบรนด์ มันไปแข่งกันเอง ฉะนั้นวิธีการทำก็ต้องไปแบ่งอีกว่า อย่างคาคาชิ ทำออกมาไม่ใช่แค่ Lunch & Dinner แต่มันเป็น All Day กินได้ทั้งวัน เพื่อ ที่จะได้ไม่ไปแข่งขันกับแบรนด์แม่ เพราะฉะนั้นการทำ Brand Portfolio มันก็มีความสำคัญว่า มันไม่ได้ทำเพื่อแค่ตอบ สนองของการแข่งขันของลูกค้า ไม่ได้แค่สร้างประสิทธิภาพของการแข่งขัน แต่ยังต้องตอบโจทย์การสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในภาพรวมอีกด้วย