คำว่า High Risk & High Return นั้นเป็นคำที่ถูกใช้เปรียบเทียบการลงทุนในแวดวงการเงินมานานโดยเฉพาะกับนักเล่นหุ้นที่ชอบลงทุนแบบระยะสั้น อาศัยการจับจังหวะขึ้นลงของตลาดและกินส่วนต่าง ไม่ได้มองที่เงินปันผลประจำปี
ด้วยโมเดลการเติบโตของ Startup ที่ผู้ก่อตั้งล้วนเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ คือ สร้างขึ้นมาให้เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการระดมทุน เพื่อที่ผู้ก่อตั้งจะสามารถวางมือ หรือ Exit ออกจากธุรกิจที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือ
พอมีคำว่า “นักลงทุน” เข้ามาเกี่ยวข้อง High Risk & High Return จึงถูกหยิบยกมาพูดถึงในเวที Startup เช่นกัน
เพราะโมเดลการได้เงินทุนก้อนแรกจำนวนมหาศาลของ Startup นั้น ส่วนใหญ่จะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเหมือนการกู้จากธนาคาร เนื่องจากจุดประสงค์ของคนที่ลงทุน Startup นักลงทุนคาดหวังว่าธุรกิจนี้จะเติบโตและได้ผลตอบแทนในรูปแบบของกำไรจากการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการเอาบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือแม่กระทั่งการขายกิจการให้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่ต้องการขยายงาน
หลักๆ แล้วการเข้าและออกของนักลงทุนใน Startup จะมี Investor เข้ามาเกี่ยวข้อง 3 กลุ่มหลัก คือ
1. Angel Investor นักลงทุนส่วนบุคคล ที่ใช้เงินทุนส่วนตัวมาลงทุนกับ Startup ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนอยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นเจ้าของธุรกิจที่มีความสนใจใน Product หรือ Service นั้นๆ
ความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่ร่วมลงทุน
2. Venture Capital นักลงทุนแบบสถาบัน ซึ่งก็มีทั้งแบบ Venture Capital (VC) ที่จะนิยมลงทุนด้วยการรวบรวมเงินจากนักลงทุนเข้ามาถือหุ้นในบริษัท และ Corporate Venture Capital (CVC) ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่มีเงินทุนพอที่จะลงทุนด้วยการซื้อกิจการเลยหรือไม่ก็เข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน Startup
3. Crowdfunding การขอระดมทุนจากสาธารณะ อาทิ เว็บไซต์ระดมทุนต่างๆ
ถ้า Startup สามารถเดินทางมาถึงจุดที่มีนักลงทุน 1 ใน 3 รูปแบบนี้เข้ามาซื้อหรือร่วมทุนได้ก็หมายความว่า คุณคือผู้โชคดี 1 ใน 10 แล้ว
ส่วน Startup รายไหนจะเลือกคู่แต่งงานแบบใดก็ขึ้นอยู่กับแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ ไม่มีใครผิดใครถูกแต่อย่างใด
บางคนอาจจะชอบโมเดลที่เสี่ยงหน่อยคล้ายกับ Money Game ที่ดึงเงินนักลงทุนที่ย้ายเงินจากตลาดทุนมาสู่ Startup และพร้อมจะ Exit ทันทีที่เข้าตลาดก็ทำได้ โดยถอยออกมารับจ้างบริหารหรือกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ได้
บางคนอยากจะเป็น Startup แบบไฮบริดที่สร้างมาเพื่อรอให้องค์กรขนาดใหญ่เข้ามาซื้อ หรือถือหุ้นใหญ่แต่ยังมีโอกาสได้ทำงานบริหารหรือคิดไอเดียใหม่ๆ ให้กับชายคาใหม่ก็ทำได้ ซึ่งข้อโมเดลนี้ก็คือ องค์กรที่ซื้อไปมักจะยังให้ผู้ก่อตั้งเป็นคนบริหารงานในส่วนที่รับผิดชอบต่อ
ตัวอย่าง เช่น แบรนด์ Apple ก็มีการซื้อแบรนด์ใหญ่ๆ และ Startup มากกว่า 64 บริษัท ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา เข้ามาอยู่ใต้ชายคา ซึ่งถือว่าไม่น้อยทีเดียว