อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติหรือราคา แต่เป็นการแข่งขันในเรื่องนวัตกรรม ความยั่งยืน และการปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อความท้าทายใหม่ๆ ทั้งจากสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้น และความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น
ระบบนิเวศนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่การสนับสนุนเงินทุน แต่เป็นการเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ให้สตาร์ตอัปฟู้ดเทคสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดขนาดใหญ่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ชี้ว่า “SPACE-F เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศฟู้ดเทคของไทย และผลักดันให้ประเทศก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค”
ความสำเร็จของโครงการใน 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผ่านยอดระดมทุนรวมกว่า 5,000 ล้านบาท สนับสนุนสตาร์ตอัปกว่า 80 รายจาก 18 ประเทศ และช่วยขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนที่มีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท
ในฐานะ “ครัวของโลก” ประเทศไทยจึงเดินหน้าอย่างเข้มแข็งผ่านโครงการ SPACE-F ปี 6 โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากล จัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป, มหาวิทยาลัยมหิดล, ไทยเบฟเวอเรจ และเนสท์เล่ เป้าหมายคือสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารครบวงจร เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ให้สตาร์ตอัปเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดได้เต็มที่

เทรนด์ใหญ่และความท้าทาย
สังคมกำลังก้าวสู่ภาวะผู้สูงอายุ และผู้บริโภคตระหนักด้านสุขภาพมากขึ้น ความท้าทายคือการปรับการผลิตแบบ Mass Production ให้ตอบโจทย์โภชนาการเฉพาะบุคคล เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ถูกคาดหวังว่าจะเป็นคำตอบในการออกแบบสูตรอาหารและการผลิตที่ปรับแต่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้น โครงสร้างครัวเรือนที่เล็กลงยังผลักดันการเติบโตของอาหารพร้อมทานและอาหารปรุงสำเร็จ องค์กรต้องหาจุดสมดุลระหว่างการผลิตล็อตใหญ่เพื่อลดต้นทุน กับการทดลองสินค้าขนาดเล็กเพื่อทดสอบตลาดอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งต้องพึ่งพา OEM ก่อนจะขยายสเกลจริง

จากเทรนด์สู่การลงมือจริงของพันธมิตร
คุณสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director – Group Innovation ของไทยยูเนี่ยน กล่าวว่า “บริษัทไทยยูเนี่ยน นอกเหนือจากกลยุทธ์ทางธุรกิจของเราแล้ว สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำเช่นกันคือ โครงการความยั่งยืนที่แข็งแกร่งมาก เรียกว่า Sea Change 2030 “แก้ไขจากมหาสมุทรสู่จาน” ซึ่งหมายความว่า “เราพยายามใช้ประโยชน์สูงสุดจากวิวัฒนาการแบบครบวงจรตั้งแต่มหาสมุทรจนถึงการแปรรูป ตลอดจนมอบผลผลิตภัณฑ์ถึงผู้บริโภคแต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำเช่นกันคือ ทรัพยากรที่มีจำกัดทั้งมหาสมุทรและทั้งโลกที่มีจำกัดมาก”
ตั้งแต่ปี 2013 บริษัทได้ปรับกลยุทธ์เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยเฉพาะวัตถุดิบจากมหาสมุทรอย่างปลาทูน่า เดิมที การผลิตปลาทูน่ากระป๋องใช้เนื้อได้เพียง 48% ที่เหลือกว่า 52% เป็นของเหลือ แต่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่วนที่เคยมองข้ามกลับถูกแปลงเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม กระดูกปลาเปลี่ยนเป็นแคลเซียมทูน่า หนังและหัวปลากลายเป็นคอลลาเจน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอีกหลากหลายไลน์สินค้า การใช้วัตถุดิบให้ครบทุกส่วนไม่เพียงช่วยลดการสูญเสีย แต่ยังเปิดตลาดใหม่ สร้างพอร์ตสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น
“ไทยยูเนี่ยนเชื่อว่าโครงการ SPACE-F จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้มีความยั่งยืน ผ่านผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่สามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อส่งเสริมการเติบโตของสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหาร (FoodTech) ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางสำหรับนวัตกรรมด้านอาหาร

แต่การมีไอเดียดีอย่างเดียวไม่พอ ความเร็ว กลายเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรม ผู้บริโภคยุคโซเชียลเปลี่ยนพฤติกรรมเร็วกว่าที่องค์กรใหญ่จะปรับตัวได้ทัน ไทยยูเนี่ยนจึงใช้แนวทาง Open Innovation ผ่าน SPACE-F เพื่อทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เนสท์เล่ และพันธมิตรอื่นๆ เร่งสร้างเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาด
มหาวิทยาลัยมหิดล อีกพันธมิตรหลักที่สำคัญ ช่วยสนับสนุนด้วยทรัพยากร เครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อบ่มเพาะสตาร์ตอัปให้พร้อมแข่งขัน รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ iNT มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ในฐานะ ‘Kitchen of the World’ มหาวิทยาลัยมหิดลมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนผู้ประกอบการทางด้านฟู้ดเทคด้วยทรัพยากร เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนคำแนะนำให้กับสตาร์ตอัป ทางมหาวิทยาลัยมหิดลและพันธมิตรมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมระบบนิเวศของนวัตกรรมอาหาร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในระดับประเทศและระดับสากล”
ด้าน เนสท์เล่ อินโดไชน่า ก็เห็นคุณค่าของการผสมผสานนวัตกรรม ความยั่งยืน และดิจิทัล คุณวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร กล่าวว่า “เนสท์เล่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ SPACE-F นับเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเปิดมุมมองใหม่ในการได้สัมผัสวิธีการทำงานที่คล่องตัวและรวดเร็วของเหล่าสตาร์ตอัป เรามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งในพลังของนวัตกรรม ที่มาควบคู่กับความยั่งยืน และการใช้ดิจิทัลเข้ามาช่วย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ SPACE-F ในการช่วยให้สตาร์ตอัปเติบโต เนสท์เล่รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าและความสำเร็จของพวกเขา และยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนเส้นทางของพวกเขาต่อไป”
บทเรียนสำหรับสตาร์ทอัป
สำหรับสตาร์ตอัปที่อยากทำงานกับองค์กรใหญ่ บทเรียนสำคัญคือ เข้าใจโมเดลธุรกิจ เสนอคุณค่าที่เป็นผลประโยชน์ร่วม โฟกัสลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เพราะโปรเจกต์ใหญ่บางครั้งใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผล ขณะที่องค์กรใหญ่ก็ต้องเปิดกว้างและยืดหยุ่นพอจะทำงานกับพันธมิตรที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า
สุดท้าย คีย์เวิร์ดสำคัญอุตสาหกรรมนี้ในอนาคตมีเพียงสองคำคือ “การลงมือทำ” และ “ความชัดเจน” โลกอาหารไม่ได้ขาดไอเดียใหม่ แต่ขาดพลังในการทำให้เสร็จสมบูรณ์ และเมื่อทุกฝ่ายเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน ความร่วมมือก็จะเดินหน้าได้เร็วและตรงจุด
อนาคตของอาหารจึงไม่ใช่การแข่งขันแค่รสชาติหรือราคาอีกต่อไป แต่คือการแข่งขันด้าน ความเร็ว ความร่วมมือ และความสามารถในการตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและโลก ใครที่อ่านเกมขาด และลงมือได้จริง คือผู้ที่จะยืนอยู่แถวหน้าเมื่อคลื่นการเปลี่ยนแปลงลูกต่อไปมาถึง