ย้อนกลับไป 5 ปีก่อน Startup ที่ถือกำเนิดขึ้นและสามารถแจ้งเกิดจนเป็น Unicorn ได้นั้นกว่า 73% เป็นบริษัทที่มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา เหตุผลมาจากความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองหลวงของ IT อย่าง Silicon Valley ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิต Startup รายใหญ่ของโลก
แต่จากสถิติในปี 2016 เราจะพบว่า มี Startup ระดับ Unicorn ที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกันเกิดขึ้นมามากมายคิดเป็นสัดส่วนถึง 58%
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมานั้น มาจากทางฝั่งยุโรปที่หลักๆ มาจากประเทศเยอรมนีและอังกฤษ และส่วนทางเอเชีย ก็มีจีน, อินเดีย และเกาหลีใต้ เป็นประเทศบ่มเพาะหลักๆ
ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในภูมิภาคอาเซียนของเราก็มี Startup ระดับ Unicorn แล้วเช่นกันหลายราย คือ Grab, Garena จากประเทศ Singapore, Traveloka และ Go-Jek จากประเทศ Indonesia
ถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนมีคำถามในใจขึ้นมาทันที คือ แล้ว Startup ของไทยมีโอกาสที่จะไปถึง Unicorn มากน้อยเพียงใด
ถ้าดูตามเนื้อผ้าและความสามารถของ Startup ไทยแล้ว ก็ต้องบอกว่า มีความเป็นไปได้สูง ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องดูที่ Ecosystem ของ Startup ในประเทศไทยด้วยว่า มีความพร้อมมากน้อยเพียงใด
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ทุกวันนี้นักลงทุนมีทางเลือกกับ Startup มากมาย เพราะทุกประเทศล้วนมีนโยบายส่งเสริม และธุรกิจนี้ก็มีการแข่งขันที่สูงมาก ดังนั้นการที่ Startup แต่ละรายจะสามารถไต่ละดับขึ้นไปในแต่ละ Series ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การจะผลักดันให้ Startup ของไทยไปสู่ Unicorn จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
การทำธุรกิจแบบตัวคนเดียวนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
นอกเหนือจากกลุ่มนักลงทุน แล้ว Startup ของไทยยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอีกมากมายจนเป็น Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐ (Government Agency), การพัฒนาหลักสูตรและเพิ่มความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษา (Education), องค์กรที่คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางด้านการตลาด, กฎหมายระหว่างประเทศ (Incubators, Accelerators), สถานที่ทำงาน (Co-working Space), สื่อที่คอยสนับสนุนและเผยแพร่ผลงาน (Media) ฯลฯ
แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังพบว่า องค์กรของภาครัฐบางหน่วยงานยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ Startup
หลายคนยังเข้าใจว่า Startup ก็ให้คำปรึกษาทางธุรกิจเหมือนกับ SMEs เพราะถือกำเนิดจากธุรกิจขนาดเล็กเหมือนกัน
ร้ายไปกว่านั้น บางคนเอาไปเปรียบเทียบกับ OTOP ก็มีมาแล้ว
ในความเป็นจริงต้องกล่าวว่า Startup ทุกแบรนด์ล้วนเป็น SMEs แต่ทุก SMEs ทุกแบรนด์ไม่ใช่ Startup เนื่องจากมีโมเดลธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน
SMEs เน้นทำธุรกิจเหมือนเลี้ยงลูก คือ สร้างธุรกิจให้เติบโตไม่คิดจะขาย แต่ Startup นั้นคนก่อตั้งทำหน้าที่เหมือนเป็นแม่นมกลายๆ คือ เลี้ยงให้เติบโตแข็งแรงแบบก้าวกระโดด และพร้อมที่จะลาจากเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
เรียกว่าถ้าเลี้ยงปลาก็ให้อาหารแบบเร่งสี เร่งวุ้น เร่งโต ถ้าเลี้ยงไก่ก็ฉีดฮอร์โมน เปิดไฟ ให้อาหารตลอด 24 ชั่วโมง
จนหลายคนให้คำจำกัดความว่า Startup = Growth + Scale
ดังนั้น เมื่อคนของภาครัฐยังขาดความเข้าใจก็เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะส่งเสริม Startup แบบผิดทางได้ ซึ่งบุคลิกของธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากขนาดนี้ หากได้คำแนะนำที่ผิดก็ยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความล้มเหลวเข้าไปอีก