จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อวันดีคืนดี แฟนที่เคยนอนร่วมเตียงเคียงข้างคุณมาตลอด ลุกขึ้นมาประกาศตัวเป็นศัตรู หรือคู่แข่งขันของคุณอย่างเปิดเผย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
เพราะคนที่เคยอยู่ข้างตัวคุณ ย่อมรู้อะไรดีๆ เกี่ยวกับคุณมากมาย แน่นอนว่า พร้อมจะเอาเรื่องที่เขารู้มาเป็นจุดที่ใช้โจมตีคุณ เพราะต้องการผลชนะ ยามที่ต้องแข่งขันกับคุณแบบเอาเป็นเอาตาย
เช่นเดียวกับมีบางเคสที่เคยเกิดขึ้น ไม่เพียงแค่จะเปลี่ยนจาก “เพื่อนรัก” มาสู่ “เพื่อนแค้น” ที่ชิงไหวชิงพริบกันเท่านั้น แต่ยังมีการทำตลาดหรือแม้แต่การตั้งชื่อแบรนด์ออกมาให้มีความใกล้เคียงกันอีก จึงเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อยสำหรับคนทำแบรนด์ ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้สามารถฉีกหนีการไล่ตามนั้นได้
พล็อตเรื่องแนวหนังฮ่องกงแบบนี้ เคยเกิดขึ้นกับวงการการตลาดของบ้านเรามาแล้วในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จนกลายเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อย วันนี้เราลองย้อนมาดูกันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะเป็นอย่างไร....
พิซซ่าฮัท - พิซซ่า คอมปะนี
ศึกพิซซ่าถาดร้อน
ย้อนไปในปี 2544 เกิดอุบัติเหตุการตลาดในอุตสาหกรรม QSR (Quick Service Restaurant) ของเมืองไทยที่หลายคนจดจำได้ดี เมื่อเกิดการแตกหักระหว่างเจ้าของแบรนด์คือพิซซ่า ฮัท กับผู้ที่มีส่วนในการทำให้พิซซ่าแบรนด์นี้แจ้งเกิดในเมืองไทยคือบริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ภายใต้การนำของบิ๊กบอส มร.วิลเลียม อี.ไฮเนคกี้
เรื่องเกิดขึ้นเพราะว่าจู่ๆ พิซซ่า ฮัท ต้องการดึงแบรนด์กลับมาทำเอง หลังจากให้สิทธิ์ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ปทำตลาดในฐานะแฟรนไชส์ มีหรือคนที่ปั้นให้ติดตลาดจะยอม จึงต้องฟ้องร้องกัน และพิซซ่า ฮัท เป็นฝ่ายชนะ
ขณะที่ผู้อกหัก ต้องหันไปปั้นแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาคือ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี แต่กลายเป็นว่า แม้จะเป็นแบรนด์ใหม่ แต่ก็มีสาขาที่เคยทำพิซซ่า ฮัท อยู่ก่อนหน้าถึง 80 สาขาที่เป็นทรัพย์สินของตัวเอง และพร้อมจะเปลี่ยนป้ายมาเป็นพิซซ่าแบรนด์ใหม่ได้ทันที
ความเร้าใจของเกมการแข่งขันในครั้งนั้น ไม่ได้อยู่แค่ความได้เปรียบในเรื่องของจำนวนสาขาเท่านั้น แต่เดอะ พิซซ่า คอมปะนีเอง ยังใช้การทำพีอาร์เชิงรุก เพื่อช่วงชิงกระแสให้ไหลมาที่แบรนด์ตัวเอง ดีว่าในช่วงนั้นไม่มีสื่อสังคมออนไลน์ ถ้าหากมีคงเกิดกระแสดราม่ากันทั่วบ้านทั่วเมือง
การทำพีอาร์เชิงรุกนี้ ยังรวมถึงการออกข่าวแบบต่อเนื่องชนิดที่เป็นการนับวันถอยหลัง เพื่อรอวันปลดป้ายพิซซ่า ฮัท ลงจากร้านพร้อมกับติดป้ายเดอะพิซซ่า คอมปะนีเข้าไปแทนที่ เรียกได้ว่า สามารถสร้างความสนใจให้เกิดขึ้นกับคนที่ติดตามสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงระยะเวลาของการหมดสัญญาที่จะมีการปลดป้ายเดิมออกอย่างเป็นทางการ
เหตุการณ์ไม่ได้จบลงตรงที่แค่การปลดป้าย แต่ยังลามไปถึงช่วงของการแข่งขันจริงในสนาม ซึ่งข้อได้เปรียบหนึ่งของน้องใหม่ก็คือการทำพิซซ่า ฮัท มานานจึงรู้ไส้รู้พุงเป็นอย่างดี หลายครั้งจึงมีการชิงตัดหน้าเพื่อทำแคมเปญ หรือการออกพิซซ่าหน้าใหม่ๆ ก่อนที่พิซซ่า ฮัทจะขยับตัว
กลยุทธ์การตลาดอันหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ และประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีก็คือ การทำโปรโมชั่นซื้อ 1 ถาด แถม 1 ถาด ซึ่งสามารถเรียกแขกได้เต็มร้าน จนทำให้โปรโมชั่นนี้กลายเป็นโปรโมชั่นที่จัดประจำทุกปีในเดือนมีนาคมตลอดทั้งเดือน
กว่าที่พิซซ่า ฮัท จะตั้งหลักได้ โดยเฉพาะในเรื่องของสาขา เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ก็แซงหน้าไปได้ในช่วงห่างระดับหนึ่ง ผลที่ตามมาก็คือ แม้จะเป็นแบรนด์ใหม่ที่ถูกมองว่าเสียเปรียบในเรื่องของความแกร่งของแบรนด์ แต่เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ก็สามารถหน้ารักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ของตลาดได้ตั้งแต่ออกตัวจนถึงปัจจุบัน.....