แน่นอนว่า การปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งนั้น นอกจากจะเป็นการสอดรับกับสภาพที่เปลี่ยนไปของทั้งตลาด และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการมองเห็นโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ อีกด้วย อย่างเมื่อครั้งที่มีการปรับตำแหน่งมาสู่ร้านสะดวกทานนั้น เซเว่น อีเลฟเว่น พยายามที่จะเพิ่มไลน์สินค้าบนชั้นให้เป็นกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานหรือ Ready to Eat (RTE) มากกว่าที่เคยเป็น โดยมองหาพันธมิตรเข้าร่วมผลิตสินค้าเสริมจากซีพีแรม โดยเฉพาะสินค้าที่เป็น“only at 7-Eleven” รวมถึงการปรับปรุงสาขาที่อยู่ในย่านชุมชน จับกลุ่มวัยรุ่น คนทำงาน ให้มีมุมของพร้อมกินหนักท้อง พร้อมอิ่มช่วง 5 โมงเย็นถึง 5 ทุ่มโดยเซเว่น อีเลฟเว่น จะมีการทำตลาดผ่านการครีเอทรูปแบบการรับประทาน อาทิ การจัดเซตเมนูอาหารเช้า ที่เป็นการรวมอาหาร นมพร้อมดื่ม หรือเครื่องดื่มต่างๆ เข้าเป็นเซตเมนู เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการขายให้มีมากขึ้น
ส่วนในครั้งนี้ การSeamless ช่องทางขายให้กลมกลืนกัน ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการขาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถเพิ่มไลน์สินค้าเข้าไปในเป็นจำนวนมากโดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ขายในร้าน ซึ่งที่ผ่านการ การเป็นค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์ของเซเว่น อีเลฟเว่น จะมีข้อจำกัดในเรื่องที่ว่านี้ เนื่องจากเป็นร้านค้าปลีกไซส์เล็ก ทำให้เราได้เห็นการนำสินค้าใหม่ๆ เข้ามาเสริมไลน์ รวมถึงสินค้าไซส์ใหญ่ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี
การมีสาขากว่า 12,000 สาขา จะเข้ามาเป็นอีกหัวใจสำคัญที่ช่วยทำให้การ Seamless ทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันมีความลงตัวมากขึ้น ซึ่งเรื่องของ “ออมนิแชนแนล” กลายเป็นสิ่งที่ค้าปลีกบ้านเราต้องมี ซึ่งเป็นการปรับตามแรงขับเคลื่อนของลูกค้าที่วันนี้ต้องการประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างออฟไลน์ และออนไลน์อีกต่อไป
ไม่เว้นแม้กระทั่งร้านคอนวีเนียนสโตร์ที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภคแค่เอื้อม.....