ประเทศไทยถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่งคงสาธารณสุขเป็นอันดับ 6 ของโลกจาก 195 ประเทศ เป็นอันดับ 1 ในทวีปเอเชีย ในปี 2562 และในปีนี้ 2563 ที่ทั่วโลกเจอกับโรคระบาดอย่างโควิด-19 ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นถึงความพร้อมและการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ อัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตในระดับต่ำและมีจำนวนผู้รักษาหายอยู่ในระดับสูง ข้อมูลตรงนี้สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับชาวต่างชาติในเรื่องของมาตรฐานทางการแพทย์ของไทย นำไปสู่โอกาสของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังพ้นวิกฤตโควิด-19
จากการประชุมศูนย์กลางด้านการแพทย์ ปี 2561 รายงานว่ามีผู้ป่วยต่างชาติมาใช้บริการในด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ประมาณ 3.4 ล้านครั้ง หากมีผู้ติดตามจำนวน 1 รายจะมีค่าใช้จ่ายในการเข้าพักห้องเดี่ยวและการอำนวยความสะดวกระหว่างรักษาตนเองคิดเป็น 3,000-8,000 บาทต่อวัน เดิมมีรายได้รวมจากการให้บริการรักษาพยาบาลเป็นเงิน 45,000 ล้านบาท หากมีการเปิดระบบ Alternative Hospital Quarantine คาดว่าจะมีผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติกลับเข้ามารับการรักษาพยาบาล 5% ภายใน 3 เดือนหรือคิดเป็น 160,000 ครั้งทั้งผู้ป่วยเก่าและใหม่สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 1.4 แสนล้านบาท และไทยยังมีสถานบริการสุขภาพผ่านมาตรฐานคุณภาพสถานพยาบาลระดับสากล JCI ถึง 68 แห่ง มากที่สุดในอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงความได้เปรียบในการแข่งขันด้าน Medical Hub ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประเทศ โดยมีผู้ป่วยต่างชาตินิยมเข้ามารักษาตัวในประเทศไทย 5 อันดับแรก คือ กลุ่มตะวันออกกลาง 12.5% เมียนมา 8.7% สหรัฐ 6.2% สหราชอาณาจักร 5% และญี่ปุ่น 4.9% ตามลำดับ (แหล่งข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
ในโอกาสครบ 40 ปีของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดโอกาสให้ตัวแทนจากภาคธุรกิจบริการ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมแชร์มุมมองในเสวนา “กรณีศึกษาโควิด-19 กับศักยภาพธุรกิจภาคบริการของประเทศไทยสู่อนาคตโลก” เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนที่จะร่วมฟื้นฟูและสร้างรายได้ให้กับประเทศเพื่อผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้