กวิศพงษ์ สิริธนนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง หรือซูเปอร์สโตร์ หรือโมเดิร์นเทรด มีการแข่งขันรุนแรง มีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ทั้งในและต่างประเทศเป็นเจ้าตลาด แต่สำหรับซูเปอร์สโตร์ขนาดเล็ก เช่น เคแอนด์เค ก็ถือว่ายังมีโอกาส เพราะมีการจับตลาดคนละกลุ่มเป้าหมายกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งนิยมเลือกทำเลใจกลางเมือง ขณะที่เคแอนด์เค จะเลือกทำเลใกล้บ้าน สร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้าสามารถจับจ่ายสินค้าได้ทุกวัน นอกจากนี้พบว่าซัพพลายเออร์หันมาให้ความ สำคัญกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการรายเล็กถูกลงกว่าในอดีต โดยในส่วนของเคแอนด์เค สามารถสร้างกำไรขั้นต้นได้ถึง 12.4%
“ในอดีต เคแอนด์เค เลือกที่จะใช้วิธีการขยายธุรกิจจากกำไรจากการดำเนินงาน และการกู้ยืมธนาคารพาณิชย์ ทำให้สามารถขยายสาขาได้เพียงปีละ 2-3 สาขา ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ช้า ดังนั้นด้วยเป้าหมายที่ต้อง การปรับโครงสร้างจากธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นกงสี สู่การทำธุรกิจแบบมืออาชีพ มีรูปแบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงได้ตัดสินใจที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai โดยออกและเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO) จำนวน 69 ล้านหุ้น มีมูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 0.50 บาท ในราคาจอง 0.88 บาท ต่อหุ้น รวมทั้งยังมีหุ้นส่วนเกินที่เสนอขายเพิ่มเติมอีก 10.35 ล้านหุ้น ซึ่งจะเปิดให้มีการจองซื้อระหว่างวันที่ 29 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2563 นี้ คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาด mai วันแรก ในวันที่ 7 ตุลาคม 2563”
ตลอดกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกที่เป็นโมเดิร์นเทรดท้องถิ่นมีการพัฒนาตัวเองพร้อมกับหาที่ยืนอย่างแข็งแกร่งในตลาด ซึ่งแน่นอนว่า ระบบการบริหารจัดการค้าปลีกสมัยใหม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเรื่องของการลงทุนระบบหลังบ้านที่ดูแลเรื่องของสต๊อก เพื่อให้สามารถคอนโทรลต้นทุนให้ต่ำ รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการขยายสาขาในกรณีที่ผู้เล่นรายนั้นๆ เลือกวิธีการเติบโตด้วยการขยายสาขาในรูปแบบของเชนค้าปลีกที่ขายสินค้าราคาถูกมากกว่าการมีสาขาขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว