วรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าในนามของสำนัก งานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้การสนับสนุนด้านพื้นที่สำหรับ FAAMAI Digital Arts Hub ซึ่งพื้นที่ในการสร้างโดมยักษ์เป็นพื้นที่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะ และอยู่ข้างอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้โรงเรียน และสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ซึ่งนับเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางเข้ามายัง FAAMAI ได้ง่าย นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของ FAAMAI ผ่านจอ LED บริเวณสยามสแควร์ทั้งหมด จึงคาดได้ว่าจะสามารถดึงดูดให้ผู้สนใจงานศิลปกรรมดิจิทัลเข้าถึง และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆได้โดยง่าย
ที่สำคัญทาง PMCU ได้สนับสนุนการนำศิลปะสู่ชุมชนมาโดยตลอด และพัฒนาให้เป็นย่านศิลปะ นับเป็นการพัฒนาพื้นที่ที่มีความคุ้มค่า เพราะการลงทุนสร้างการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ โดยเฉพาะด้านดิจิทัลอาร์ท ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกในอนาคตต่อจากนี้ไป นับเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
สุภาภรณ์ สว่างจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าด้วยความเชื่อมั่นในหลักปรัชญาของบริษัทที่ว่า ”อะไรที่ดีต่อสังคมย่อมดีต่อการดำเนินธุรกิจ” ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญโดยนำความเชี่ยว ชาญด้านเทคโนโลยีด้านการสื่อสารมาบูรณาการองค์ความรู้ทุกระดับ จะเห็นได้จากที่ผ่านมาเราทำงานในลักษณะ Public Private Partnership ที่เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ควบคู่กับงานในลักษณะ Social Collaborative คือเป็นการสร้างความร่วมมือ สร้างพันธมิตรเครือข่ายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดยให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมและนำ Know How ที่เป็นจุดแข็งของแต่ละองค์กรมาร่วมกันสร้างสรรค์โครงการที่ดีๆ ต่อสังคม ซึ่งจะก่อให้เกิด Collective Impact หรือการทำงานร่วมกับเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีร่วมกัน อย่างเช่นโครงการ FAAMAI ในวันนี้
สำหรับศาสตร์ด้านดิจิทัลอาร์ต ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับประเทศไทย เราก็จะใช้ความเชี่ยวชาญและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เรามี ถ่ายทอด ส่งเสริม และผลักดันให้เกิดการพัฒนาบุคลากรของไทยให้ที่มีศักยภาพในด้านนี้อย่างเต็มที่ โดยในครั้งนี้ได้สนับสนุน FAAMAI ทั้งพื้นที่จัดแสดงและแหล่งวิจัยใหม่ทางด้านดิจิทัลอาร์ท ผ่านโดมจีโอเดสิกเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 35 เมตร ความสูง 17.5 เมตร ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่เป็นนวัตกรรมระดับโลกและเทคโนโลยีล่าสุดที่ใช้ในงานดิจิทัลอาร์ท ผ่านโดมขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย รวมทั้งช่วยประสานความร่วมมือ กับศิลปินระดับโลกให้มาร่วมสร้างสรรค์งาน และให้ความรู้ ทำให้โครงการนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
หากจะพูดถึงภาคเศรษฐกิจ จากข้อมูลของสมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย พบว่าในปัจจุบันตลาดดิจิทัลคอนเทต์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 25,000 ล้านบาท และเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทอย่างสูงต่อองค์กรธุรกิจในการปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรยุคดิจิทัลในทุกๆสาขา เพื่อสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการต่างๆ ตลอดจนการส่งเสริมการขายในทุกรูปแบบ ดังนั้น จึงถือได้ว่าดิจิทัลคอนเทนต์เป็นอุตสาหกรรมดิจิทัลหลักที่สามารถนำมาประยุกต์และต่อยอดในธุรกิจด้านต่างๆ ได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศล้วนให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้นจากความร่วมมือกันจัดตั้ง FAAMAI Digital Arts Hub ในครั้งนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดการร่วมสร้างมูลค่าในตลาดดิจิทัลคอนเท้นท์ของประเทศให้สูงขึ้นในระยะยาวอย่างแน่นอน
สำหรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ สามารถติดตามกิจกรรมและข่าวสารต่างๆ ของ FAAMAI Digital Arts Hub ได้ที่ www.chulafaamai.com และเฟสบุ๊ค Faamai Digital Arts Hub และ IG : faamai_digital_cu