ในช่วงเวลาที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมทางทะเลทวีความรุนแรง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด “ความยั่งยืน” จึงไม่ควรเป็นแค่กลยุทธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ หรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของภาคธุรกิจอีกต่อไป หากแต่ต้องถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างระยะยาว ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมทางทะเลในระดับโครงสร้าง คือการเข้าไปสนับสนุนโครงการ “Sustaining Our Oceans” ขององค์การยูเนสโก โดย ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลก ภายใต้บริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง ซึ่งมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยยูนิโคล่ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ และกรุงเทพมหานคร เปิดพื้นที่การเรียนรู้ด้านมหาสมุทรสำหรับเยาวชน ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร โดยนำนวัตกรรม Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการเรียนรู้เนื่องในโอกาส วันการศึกษาโลก หรือ International Day of Education

นิทรรศการดังกล่าวถือเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการทดสอบและพัฒนาเครื่องมือการศึกษาที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องเรียนและชุมชน โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการผลักดันองค์ความรู้ด้านมหาสมุทรเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคุณริกะ โยโรซุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ และสำนักภูมิภาคด้านการศึกษาเอเชียและแปซิฟิก ชี้ว่า โครงการ Sustaining Our Oceans ถูกวางให้เป็น Flagship Initiative ที่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงมนุษย์กับมหาสมุทร ผ่านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน
“มหาสมุทรเชื่อมโยงพวกเราทุกคน อนาคตของมหาสมุทรคืออนาคตของเรา การศึกษาคือพลังสำคัญที่จะช่วยให้เยาวชนไม่เพียงเข้าใจปัญหา แต่รู้สึกเป็นเจ้าของและพร้อมลงมือปกป้อง ยูเนสโกได้ทดลองใช้สื่อการเรียนรู้แบบ Immersive Technology กับนักเรียนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลจังหวัดระนอง ซึ่งผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าเยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจในการเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์มากขึ้น นำไปสู่แผนขยายผลสู่โรงเรียนกว่า 50 แห่ง ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.”
ด้าน มร. โยชิทาเกะ วากากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า การสนับสนุนโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา LifeWear และแนวคิด “Unlocking the Power of Clothing” ที่มองว่าเสื้อผ้าไม่ใช่เพียงสิ่งที่สวมใส่ แต่สามารถเป็นพลังในการสร้างคุณค่าทางสังคม
“ยูนิโคล่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 15 ปี เราเติบโตได้จากการสนับสนุนของสังคมไทย เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่แค่การเติบโตของธุรกิจ แต่คือการคืนประโยชน์ให้สังคมอย่างแท้จริง ยูนิโคล่จึงมีการสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมรวม 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับยูเนสโก ครอบคลุมการดำเนินงานในประเทศไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยมุ่งหวังให้การปกป้องมหาสมุทรกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่”
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถูกดีไซน์ออกมาในรูปแบบนิทรรศการแบบเคลื่อนที่ที่ฉีกกรอบการเรียนรู้แบบเดิม ๆ โดยมีกำหนดระยะเวลาในการร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้การเรียนรู้ยาวนานถึง 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าเรื่องการอนุรักษ์จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเยาวชนวัยรุ่นตามชายฝั่งหรือพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่องยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมให้กับเยาวชน ผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริงเพื่อจำลองวิกฤตการณ์ในมหาสมุทรให้สัมผัสได้จริง ยกตัวอย่างปัญหาเพื่อให้เยาวชนได้ทดลองแก้ไขปัญหาร่วมกัน
โดยยูเนสโกร่วมสร้างเทคโนโลยี AR ผ่านแอปพลิเคชัน AR GAME ON STYLY ที่เปลี่ยนพื้นที่ว่างรอบตัวให้กลายเป็นจำลองโลกใต้ทะเล แบ่งออกเป็น 3 โซนในพื้นที่ใต้ทะเล ได้แก่ Mangrove Zone , Coral Zone และ Deep-Water Zone ซึ่งนอกจากการออกแบบให้สวยงาม หัวใจสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือการใส่ภารกิจที่จำลองวิกฤตการณ์จริงในท้องทะเลมาเป็นโจทย์ เพื่อเปิดช่องให้เกิดการแก้ปัญหาแบบกลุ่ม ให้นักเรียนได้ฝึกการทำงานร่วมกัน ระดมสมองหาทางออกให้ระบบนิเวศจำลองกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เป็นการสร้างตระหนักรู้ผ่านกระบวนการกลุ่มที่ทำให้เข้าใจง่ายกว่าการอ่านหนังสือ
ด้วยรูปแบบเกมสำรวจที่เข้าถึงง่าย เช่น ภารกิจตามหาสัตว์ทะเลตามจำนวนที่กำหนด หรือการระบุประเภทของสิ่งมีชีวิตในโซนต่าง ๆ ซึ่งการทำให้เยาวชนรู้สึกว่าสัตว์ทะเลเหล่านี้มีตัวตนและน่ารักผ่านมุมมอง 360 องศา เป็นการสร้างความรู้สึกต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มจากความรักและความผูกพันเป็นตัวตั้ง
และถึงแม้ในบางพื้นที่ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงก็ได้มีการออกแบบเป็นตัวเกมการ์ด โดยตัวการ์ดจะมีวิธีการเล่นและวิธีการแก้ปัญหาเหมือนกันเลยคือการตั้งโจทย์ในท้องทะเลออกมาเป็นคำถามและให้เยาวชนได้ร่วมกันแก้ไข ซึ่งจะทำให้กิจกรรมถูกส่งต่อได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

นอกจากนี้ภายใน Ocean Diving Library เยาวชนสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลกว่า 90 สายพันธุ์ ตั้งแต่ป่าโกงกาง แนวปะการัง ไปจนถึงระบบนิเวศท้องทะเล พร้อมทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของห่วงโซ่อาหารและความเปราะบางของธรรมชาติ
โดยโครงการ Sustaining Our Oceans ได้วางกรอบการประเมินผลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ตั้งแต่จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ระดับความเข้าใจหลังการเรียนรู้ ไปจนถึงการรายงานผลในระยะ 6 เดือน เพื่อประเมินว่าองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เยาวชนได้รับสามารถต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม คุณปิยวัฒน์ สายแสง ผู้อำนวยการส่วนห้องสมุดและการเรียนรู้ กรุงเทพมหานคร ชี้ว่า ความท้าทายสำคัญที่สุดในเวลานี้คือผลกระทบจาก Climate Change ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย
“เรามองเห็นผลกระทบชัดเจนมาก ทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว รวมถึงปัญหาขยะจากการท่องเที่ยวที่ถูกทิ้งลงทะเลจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่ได้ทำลายแค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนโดยตรง”
นอกจากนี้คุณปิยวัฒน์ ยังสะท้อนถึงปัญหาการทำประมงผิดวิธี การรุกล้ำพื้นที่ชายฝั่ง และการใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายวงจรชีวิตสัตว์น้ำ พร้อมย้ำว่าการปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เยาวชนคือกลไกสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาในระยะยาว
“ผมขอขอบคุณยูเนสโกและยูนิโคล่ที่นำเทคโนโลยีมาใช้กับการเรียนรู้ แต่ไม่ละทิ้งประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการทำงานกับเยาวชน ซึ่งกรุงเทพมหานครพร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนในการส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง”
ขณะที่มุมมองของ คุณปพล วุฒิไกรเกรียง รองเจ้าหน้าที่โครงการด้านการศึกษา ยูเนสโก กรุงเทพฯ มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเข้าสู่จุดวิกฤตที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
“วันนี้เปรียบเสมือนมหาสมุทรกำลังขาดอากาศหายใจ อุณหภูมิน้ำทะเลทำลายสถิติใหม่ทุกปี ส่งผลเป็นลูกโซ่ตั้งแต่น้ำแข็งขั้วโลกละลายไปจนถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างน่ากังวล ปัญหาเหล่านี้มีต้นตอจากกิจกรรมของมนุษย์ และจะกลายเป็นภาระของคนรุ่นหลัง หากไม่เร่งสร้างความเข้าใจอย่างเป็นระบบ UNESCO เชื่อว่าการศึกษาและการสร้างความตระหนักรู้คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุด เราจึงพยายามทำให้การเรียนรู้เรื่องมหาสมุทรเกิดขึ้นได้ทั้งในห้องเรียน ห้องสมุด และพื้นที่เรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อให้เรื่องทะเลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน”

ด้านตัวแทนเยาวชน โสน–สิสราญ ปฐวีกานต์ ตัวแทนเยาวชนจากโรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ ชี้ให้เห็นถึง “มลภาวะทางเสียง” ใต้ท้องทะเล ซึ่งเป็นผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อสัตว์ทะเลอย่างรุนแรง
“เสียงจากเครื่องยนต์เรือหรือกิจกรรมของมนุษย์ทำให้สัตว์ทะเลตกใจ เสียสมดุล และรบกวนการดำรงชีวิตตามธรรมชาติ จากการทำวิจัย หนูพบว่าปัญหานี้ส่งผลต่อจำนวนสัตว์น้ำที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หนูอยากให้ทุกคนช่วยกันใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ เพราะทุกกิจกรรมของมนุษย์ล้วนส่งผลต่อระบบนิเวศใต้ท้องทะเลทั้งสิ้นค่ะ”
ปัจจุบันน้องโสนกำลังทำโปรเจกต์ภายใต้โครงการ SDGs โดยล่าสุดมีโอกาสลงพื้นที่ไปทำวิจัยและสัมภาษณ์คนในท้องถิ่นเพื่อเจาะลึกถึงต้นตอของปัญหาว่า ทำไมวิกฤตทางทะเลเหล่านี้ถึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งจากการพูดคุยกับชาวประมงในพื้นที่ ได้รับข้อมูลที่น่าตกใจมากว่า จำนวนปลาที่จับได้ลดน้อยลงอย่างมหาศาล ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมลภาวะทางเสียงใต้พรรณพฤกษาที่ไปรบกวนระบบนิเวศ จึงตั้งใจจะนำข้อมูลชุดนี้ไปต่อยอดเพื่อสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ 'มลภาวะทางเสียงในมหาสมุทร' ให้สังคมได้รับรู้กว้างขวางขึ้นช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการรับมือกับปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
อย่างไรก็ตามคุณปิยวัฒน์ ระบุว่า จากนิทรรศการ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้ โดยหวังขยายโอกาสการเรียนรู้สู่พื้นที่ต่างๆ ของเมือง
“หลังเปิดตัวในช่วงวันเด็ก นิทรรศการได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะโซน VR ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่จับต้องได้ หลังจากนี้ กทม. มีแผนจัดทำนิทรรศการเคลื่อนที่ผ่านเครือข่ายห้องสมุดกว่า 35 แห่ง และกิจกรรมการเรียนรู้ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เข้าถึงเยาวชนในวงกว้างยิ่งขึ้น”
แม้เป้าหมายในวันนี้ของโครงการ “Sustaining Our Oceans” จะเน้นปลูกฝังความเข้าใจและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่เยาวชนอย่างทั่วถึง แต่ทั้งยูนิโคล่และยูเนสโกเชื่อว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะช่วยวางรากฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับความยั่งยืนในวันหน้าเพราะอนาคตของมหาสมุทร ก็คืออนาคตของพวกเราทุกคนด้วยเช่นกัน
