กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดเพราะไม่ว่าจะสร้างสินค้าหรือ
แบรนด์อะไรขึ้นมาก็ตาม คำถามแรกๆ ที่นักการตลาดจะต้องตอบให้ได้ก่อนก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความแตก
ต่าง ซึ่งแน่นอนว่าความแตกต่างนั้นจะต้องเกิดจากความรู้สึกของลูกค้า ไม่ว่าจะด้านของประโยชน์ใช้สอย
( Functional Benefit ) หรือประโยชน์ด้านอารมณ์ ( Emotional Benefit )
ภาษาการตลาดเรียกกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างนี้ว่า Differentiation Strategy ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของชุดกยุทธ์การแข่งขัน Competitive Strategy ที่ประกอบด้วย
1.กลยุทธ์ความแตกต่าง (Differentiation Strategy) สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เช่น เรื่องแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ดีกว่า และผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่ดีกว่า โดยมักใช้กับตลาดขนาดใหญ่ หรือตลาดที่เป็นแมส
2.กลยุทธ์ต้นทุนต่ำ (Cost Leadership Strategy) เป็นผู้นำด้านต้นทุน โดยสามารถกำหนดราคาได้ต่ำกว่าตลาด ใช้กับตลาดขนาดใหญ่เช่นกัน
3.กลยุทธ์ความแตกต่างเฉพาะกลุ่ม (Differentiation Focus Strategy) สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เช่น เรื่องคุณภาพที่ดีกว่า ราคาที่สูงกว่า ใช้กับตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือนิช มาร์เก็ต และ
4.กลยุทธ์ต้นทุนต่ำเฉพาะกลุ่ม (Cost Focus Strategy) สร้างต้นทุนที่ต่ำกว่า โดยกำหนดราคาได้ต่ำกว่าตลาด ใช้กับตลาดเฉพาะกลุ่มเช่นกัน
กล่าวสำหรับ Differentiation Strategy นั้น กรณีศึกษาที่โดดเด่นที่ประสบความสำเร็จจากการใช้กลยุทธ์นี้คงหนีไม่พ้น กาแฟสัญชาติอเมริกาอย่าง สตาร์บัคส์ ( Starbucks ) ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าศึกษา สตาร์บัคส์เริ่มต้นตำนานกาแฟของตัวเองในปี 1971 ในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ถูกฮาวเวิร์ด ชูลท์ส วางตำแหน่งให้เป็น “สถานที่ที่สาม” นอกจากบ้าน และที่ทำงาน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าทุกๆองค์ประกอบของสตาร์บัคส์ไม่สามารถสร้างสรรค์ความรู้สึกของผู้บริโภคให้เป็นไปอย่างนั้นได้