ผู้บริหารของเซ็นทรัลรีเทล ยังบอกอีกว่า ความท้าทายในการเดินหน้าแพลตฟอร์มออมนิแชแนลให้เต็มรูปแบบนั้น จะมีเรื่องสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้สามารถผลักดันร้านค้าทุกร้านค้าเข้าสู่แพลตฟอร์มออมนิแชนแนลการพัฒนาระบบที่แม่นยำเพื่อเชื่อมโยงในแต่ละขั้นตอน รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในอนาคตลูกค้าจะเคยชินกับการสั่งซื้อของแล้วได้ทันที ทำให้เซ็นทรัลรีเทล มีเป้าหมายว่าต้องลดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด และอาศัยความร่วมมือจากพนักงานทุกคนในการช่วยให้ลูกค้ารับรู้ถึงบริการ รวมไปถึงการส่งเสริมการขายต่าง ๆ เพื่อจะผลักดันให้สามารถใช้แพลตฟอร์มออมนิแชนแนลได้ภายในปี 2564
การให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออมนิแชนแนลแบบเต็มตัวของเซ็นทรัล รีเทล เริ่มต้นจากร้านเพาเวอร์บาย ในปี พ.ศ. 2562ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เริ่มเมื่อไตรมาส 4/2563 และจะทำการเชื่อมโยงกับกลุ่มสินค้าอื่นๆ (Cross-listing) ภายในไตรมาส 1/2564 คาดว่าจะเปิดบริการได้เต็มรูปแบบครอบคลุมทุกร้านค้าภายในเวลา 2 ปี
เซ็นทรัล รีเทล มีเป้าหมายในการเป็นเบอร์ 1 ค้าปลีกออมนิแชนแนลในกลุ่มสินค้าที่เป็นแบรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ โดยมีแผนที่จะเพิ่มความหลากหลายของสินค้าบนแพลตฟอร์มออมนิแชนแนล จากปัจจุบันที่มีเกือบ 1,000,000 รายการ ให้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายในปี พ.ศ. 2564 (เกือบ 2,000,000 รายการ) และเป็น 3 เท่า (เกือบ 3,000,000 รายการ) ในปี พ.ศ. 2565
การวางเป้าหมายขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในหมวดหมู่สินค้าช้อปปิ้งไลฟ์สไตล์นั้น ถือเป็นเป้าหมายหลักของ เซ็นทรัล รีเทล ในการทำออมนิแชนแนล เพราะถึงแม้ว่าจะหมวดหมู่นี้จะมีสัดส่วนเพียง 20% ของภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งหมด แต่เป็นหมวดหมู่ที่ทำกำไรได้มากที่สุด
ขณะที่ การแข่งขันในตลาดที่มียักษ์อีคอมเมิร์ชของโลกอย่างลาซาด้าและช้อปปี้ ส่วนใหญ่จะแข่งขันกันในด้านราคากับสินค้าทั่วไปที่มีสัดส่วนสูงถึง 80% ของตลาด การมุ่งเน้นมาที่สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ นอกจากเรื่องของการทำกำไรได้มากกว่าในแอเรียที่การแข่งขันยังไม่รุนแรงนัก ยังถือเป็นทางถนัดของเซ็นทรัลรีเทลที่ทำสินค้าในกลุ่มนี้ผ่านช่องทางออฟไลน์มาอย่างยาวนาน ประกอบกับตำแหน่งของแบรนด์เซ็นทรัลในการรับรู้ของลูกค้านั้นจะมีความเป็นพรีเมียมมากกว่า การมุ่งเป้าหมายมาที่การขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในสินค้ากลุ่มนี้ จึงถือว่าเป็นการขยับเข้ามาทำตลาดบนจุดแข็งที่ตัวเองมีอยู่ โดยสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์นี้จะครอบคลุมค่อนข้างกว้าง อย่างสินค้าในกลุ่มกีฬาที่ทุกวันนี้ได้ก้าวข้ามไปสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แฟชั่นไปแล้ว
นอกจากการทำแคมเปญโปรโมชั่นรายเดือนเพื่อดึงคนให้เข้ามาช้อปผ่านแพล็ตฟอร์มออมนิแชนแนลแล้ว เซ็นทรัล รีเทล ยังมีการใช้กลยุทธ์การตลาดที่ครอบคลุมตั้งแต่ การยกระดับประสบการณ์ในการช้อปปิ้งออนไลน์ของลูกค้า การปรับปรุงกระบวนการจัดส่งสินค้า การรวมเว็บไซต์ของแต่ละร้านค้าให้อยู่ในที่เดียวเพื่อให้ลูกค้าเข้ามาแล้วเจอสินค้าทุกอย่างที่ต้องการและการหาแรงกระตุ้นให้ลูกค้ามีความรู้สึกตื่นเต้น และทำให้ลูกค้าส่วนร่วม เช่น การเพิ่มเกม การแข่งขันต่างๆ ลงไปบนแพลตฟอร์ม รวมถึงการทำหน้าร้านให้มีความทันสมัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเซ็นทรัล รีเทล มองถึงการพัฒนาร้านค้าในเครือให้เป็นคอนเซ็ปต์ New Retail ที่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาให้บริการ ซึ่งจะเริ่มจากร้านค้าปลีกที่เป็นฟู้ด รีเทล อย่างท็อปส์ ที่ปัจจุบันเริ่มมีการนำระบบออโตเมติกเข้ามาใช้บริการลูกค้าบ้างแล้ว
ได้พัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Big Data Analysis เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง Machine Learning ยังถูกนำมาใช้เพื่อคาดการณ์และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในหลากหลายด้าน ขณะเดียวกันก็มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้วย เช่น นำเทคโนโลยี Big Data มาใช้เพื่อกำหนดการนำเสนอสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน การใช้ข้อมูลทางชีวภาพในการแสดงตน (Biometrics) การใช้ AI ระบบสั่งซื้อสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Ordering) และระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) เป็นต้น
ทั้งหมดทั้งปวง เป็นการรับมือกับดิจิทัล ดิสรัปชั่นที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจตามเทรนด์ของตลาดค้าปลีกที่เป็นออมนิแชนแนลแบบเต็มตัวในระยะเวลาอันใกล้นี้....