กลุ่มลูกค้าหลักของโมเดล คือ กลุ่มผู้ประกอบการ (B2B) โดยแบ่งตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ Food Retailer เช่น ร้านค้าปลีก มินิมาร์ท ร้านค้าสะดวกซื้อท้องถิ่นที่ขายสินค้าประเภทอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค , Nonfood Retailer เช่น ร้านค้าปลีก มินิมาร์ท ร้านค้าสะดวกซื้อท้องถิ่นที่ขายสินค้าประเภทที่ไม่ใช่อาหารอย่าง เครื่องเขียน เครื่องครัว ที่นอน , ธุรกิจโรงแรม HoReCa (Hotel, Restaurant, Catering) , ธุรกิจการบริการ เช่น โรงพยาบาล สถานศึกษา วัด สถานที่ราชการต่างๆ , ตัวแทนจัดจำหน่าย เช่น ร้านค้าส่ง และ กลุ่มบริษัท
บิ๊กซี เปิด “บิ๊กซี ดีโป้” ในฟอร์แมตใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 สาขา โดย 2 สาขาใหม่ที่เปิดยังคงเน้นไปที่อำเภอรอบนอกตามกลยุทธ์ของการเปิด “บิ๊กซี ดีโป้” คือที่สาขาตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี และ สาขา สาขาบ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้เมื่อรวมกับ 5 สาขา ที่อยู่ติดกับมินิบิ๊กซีในฟอร์แมตค้าส่งเดิม ได้แก่ สาขาประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ , สาขาตาคลี จ.นครสวรรค์ ,สาขากุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ,สาขาประทาย จ.นครราชสีมา และสาขาปักธงชัย จ.นครราชสีมา ทำให้วันนี้ บิ๊กซี มีสาขาที่ขายส่งรวมกันถึง 7 สาขา ซึ่งหากมองทิศทางแล้ว คาดว่า ยังคงมีการเร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการสร้างเครือข่ายสาขาในการเข้าถึงโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ที่เป็นการให้บริการลูกค้าที่เป็น B2B ที่โอกาสทางการตลาดยังเปิดค่อนข้างกว้าง
รูปแบบสาขาในฟอร์แมตที่เป็น “บิ๊กซี ดีโป้” นี้ เป็นการเข้ามาช่วยเสริมกลยุทธ์ “Push Strategy” ที่เป็นการผลักดันตัวเองเพื่อเข้าถึงลูกค้าในแต่ละอำเภอ เป็นการเสริมกับกลยุทธ์ “Pull Strategy” ของสาขาในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ใช้ความครบวงจร และขนาดของสาขาเข้ามาเป็นตัวดึงลูกค้าจากต่างอำเภอ การมีฟอร์แมต “บิ๊กซี ดีโป้” จึงเป็นการเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับบรรดาลูกค้าที่ทั้งที่เป็น End User และร้านค้าปลีกรายย่อยได้เป็นอย่างดี