ในปัจจุบันการตลาด ณ จุดขาย หรือการทำ Field Marketing มีบริษัทที่ทำด้านนี้หลายราย อาทิ บริษัท ดีเคเอสเอช สมอลลาน ฟิลด์ มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำในเรื่องของ Field Marketing โดยตรง เป็นการตอบโจทย์การให้บริการที่ครอบ คลุมไม่เพียงแค่การผลักดันสินค้าเข้าสู่ช่องทางขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำการตลาดเพื่อกระตุ้นการซื้อ ณ จุดขายอีกด้วย โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว DKSH ร่วมทุนกับ “Smollan” บริษัทผู้ทำการตลาดภาคสนาม จัดตั้งบริษัท “DKSH Smollan Field Marketing” (DSFM) เพื่อให้บริการการตลาดภาคสนามให้กับลูกค้าของ DKSH
ผู้เล่นรายนี้ เป็นรายแรกๆ ที่เข้าไปทำในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น โดยร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่เข้าไปทำในปัจจุบันจะมีตัวเลขครอบคลุมเกือบครบ 100% ของสาขาที่มีอยู่ รูปแบบของการทำนั้น นอกจากจะเข้าไปดูสินค้าบนเชลฟ์แล้ว ยังมีการจัดมุมสินค้าที่สามารถมองเห็น และเลือกหยิบได้ง่าย อาทิ ตัวกล่องโฟมแช่เครื่องดื่มที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงิน ซึ่งเป็นตัวช่วยกระตุ้นการซื้อได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงของการทำโปรโมชั่นที่จะมีการร่วมมือกับทางเซเว่น อีเลฟเว่น ในการทำ เพื่อช่วยเพิ่มความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่า การทำในเรื่องดังกล่าวจะต้องมีต้นทุนในการขายมากขึ้น ยกตัวอย่างก็คือ หากเราขายสินค้าประเภทขนม ราคาส่ง 15 บาท ขายหน้าร้านอยู่ที่ 25 ทำให้มี Gap 10 ให้กับทางเซเว่น อีเลฟเว่น ได้กำไรจากสินค้าตัวนี้ แต่ถ้ามีการร่วมราย การโปรโมชั่นสแตมป์กับทางเซเว่น อีเลฟเว่น ถ้าเสนอให้ทางเซเว่น อีเลฟเว่น 3 ดวงต่อห่อ หมายความว่าต้นทุนสินค้าต้องต่ำกว่า 10 บาท เพราะต้องให้ราคาส่งอยู่ที่ 12 บาท หลัง Compensate แล้ว
ทีนี้ ถ้าไม่เล่นโปรโมชั่นหรือทำมาร์เก็ตติ้งกับเซเว่น อีเลฟเว่น ยอดขายอาจไม่เดิน ซึ่งอาจคัดสินค้าคุณออกเนื่องจาก Performance ไม่ดี ยิ่งมีสินค้าที่ต่อคิวเข้ามาวางขายในเซเว่น อีเลฟเว่น มากมาย ก็ยิ่งแทบจะไม่มีทางเลือก ซึ่งในกรณีของแบรนด์ใหญ่ หรือซัพพลายเออร์รายใหญ่ อาจจะไม่กระทบมากนัก เพราะมองเรื่องนี้เป็นต้นทุนการขายอยู่แล้ว แต่สำหรับแบรนด์เล็กๆ ต้องมีการคำนวณให้ดี รวมถึงการมองผลได้ผลเสียที่จะตามมาด้วย
3.สินค้าถ้าไม่ใช้เอแบรนด์ หรือแบรนด์อันดับต้นๆ ในตลาดจริงๆ ก็ต้องโดดเด่นแบบสุดสุด
แม้เซเว่น อีเลฟเว่น จะให้ความสำคัญกับสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ แต่ก็ยังแตกต่างจากไฮเปอร์มาร์เก็ตตรงที่สินค้าส่วนใหญ่ที่ทำมักจะส่งผลกระทบกับแบรนด์ใหญ่ที่มีอยู่ในร้านไม่มากนัก เพราะที่มีอยู่จะส่วนมากจะเป็นสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ที่เป็นแกนหลักของร้าน ซึ่งด้านบวกของการมีร้านเซเว่น อีเลฟเว่นก็คือ การเป็นช่องทางที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเอสเอ็มอีในบ้านเรา โดยเซเว่น อีเลฟเว่นจะมีทีมงานจัดหาสินค้าที่เข้าไปหาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อวางแผนในการทำตลาดร่วมกัน
ข้อดีอย่างหนึ่งของการจับมือกับเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อเข้าไปเป็นสินค้าที่วางขายเฉพาะในร้านของเซเว่น อีเลฟเว่น หรือ “Only At 7 – Eleven” แม้จะมีต้นทุนในการขายเพิ่มขึ้น แต่หากมีการทำการตลาดที่สามารถสร้างกระแสให้แบรนด์ได้ดี ก็จะสามารถทำให้สินค้าติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว เพราะเครือข่ายของเซเว่น อีเลฟเว่น พร้อมจะผลักดันสินค้า หากตลาดมีความต้องการ
แนวทางนี้ถือเป็นเทรนด์การทำตลาดของผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอี หรือบรรดาฟู้ดสตาร์ทอัพทั้งหลายที่มีไอเดีย และนวัตกรรมที่ดีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และพร้อมที่จะเข้าไปจับมือร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อเข้ามาเสริมจุดอ่อนในเรื่องของการมีงบการตลาดไม่มากนัก เพียงแต่พร้อมที่จะยอมมีต้นทุนในการขายเพิ่มขึ้น
เป็นอีกวิธีการที่จะทำให้แบรนด์เล็กๆ สามารถใช้ช่องทางขายผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ...