การแพร่ระบาดไปทั่วโลกของโควิด-19 ในปี 2563 ก่อให้เกิดวิกฤตด้านอุปทาน เนื่องจากจุดจำหน่ายสินค้าส่วนใหญ่ต้องปิดให้บริการ ส่งผลให้ตลาดผลิตภัณฑ์ความงามมียอดขายที่ตกต่ำลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ลอรีอัล กรุ๊ป ยังสามารถปิดผลการดำเนินงานปี 2563 ด้วยยอดขายมูลค่า 2.799 หมื่นล้านยูโร ซึ่งปรับตัวลง -4.1%[1]
สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญยิ่งตลอดทั้งปี 2563 คือ ความปลอดภัยของพนักงาน รวมถึงกลุ่มลูกค้าและซัพพลายเออร์ของบริษัท อีกทั้งยังได้ระดมกำลังเพื่อผลิตเจลทำความสะอาดมือ และครีมทามือหลายล้านชิ้น เพื่อนำไปบริจาคให้แก่บุคลากรด้านสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ในหน่วยทัพหน้า
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของพนักงาน ลอรีอัลสามารถก้าวข้ามวิกฤตในสภาพดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และยังเติบโตอย่างแข็ง แกร่งยิ่งขึ้น บริษัทสามารถหวนคืนสู่การเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังตามที่ได้คาดการณ์ไว้ โดยยอดขายในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น +4.8% และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้
ด้วยจุดแข็งด้านดิจิทัลและอี-คอมเมิร์ซซึ่งมีการขยายตัวขึ้นมากในช่วงวิกฤต ลอรีอัลสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคไว้ได้ และสามารถชดเชยยอดขายจากการปิดจุดจัดจำหน่ายสินค้าได้เป็นจำนวนมาก โดยยอดขายส่วนอีคอมเมิร์ซ [2]พุ่งขึ้นอย่างมากในอัตรา +62% โดยเพิ่มขึ้นทุกแผนกและทุกภูมิภาค และมีขนาดเป็น 26.6% ของยอดขายของทั้งบริษัทในปีที่แล้วซึ่งมากเป็นประวัติการณ์
ในปีที่แล้ว แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอางมียอดขายโตเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีพลวัตอย่างมาก และแบรนด์ต่างๆ ประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดด้วยคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ในส่วนแผนกผลิตภัณฑ์อุปโภคสามารถฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบในกลุ่มผลิตภัณฑ์เมคอัพ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในผลิตภัณฑ์หลักอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน ส่วนแผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปิดร้านทำผมในช่วงครึ่งปีแรกนั้น สามารถดีดตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง และยังเติบโตได้อย่างโดดเด่นกว่าตลาดโดยรวมอย่างชัดเจนตลอดปี และท้ายสุด แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง สามารถเติบโตได้ดีกว่าตลาดโดยรวม แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลำบากยิ่ง และกลับมาเติบโตได้ในไตรมาสสุดท้าย