โดยจากผลการศึกษาล่าสุดของนิสสัน ที่จัดทำขึ้นโดย ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน พบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความต้องการด้านรถยนต์ระบบไฟฟ้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคประเทศไทย คือความจำเป็นต้องมีสถานีประจุไฟฟ้าภายในบริเวณที่พักอาศัย และระบบแท่นชาร์จไฟฟ้าตามแหล่งสาธารณะ มากยิ่งขึ้น จากผลศึกษาดังกล่าว ทางนิสสัน มุ่งมั่นพัฒนาและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งการสนับสนุนการประยุกต์เทคโนโลยีการขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าไปใช้จริง ซึ่งล้วนสอดคล้องกับการดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้
โดยหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการผลักดันสังคมขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า คือการที่นิสสัน ได้ใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์ในวงการกว่าหลายสิบปี เพื่อพัฒนาและนำเสนอรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% อย่าง นิสสัน ลีฟ (Nissan LEAF) รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ (e-POWER) ทุกรุ่น ซึ่งล้วนได้รับผลตอบรับที่ดีจากยอดขายกว่าหนึ่งล้านคันทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2564
“ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน นิสสัน พบว่ามีผู้บริโภคมองหาเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการและข้อจำกัดในปัจจุบัน ซึ่งเราได้พัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ (e-POWER) เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การขับขี่เหมือนขับรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ผู้บริโภคเกิดการปรับตัวก่อนเข้าสู่สังคมขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต” ราเมช กล่าวอธิบาย ภายในงานลงนาม ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์