คุณทัชชกร เล่าต่อว่า “ตั้งแต่อายุ 16 ผมเริ่มทำงานอย่างเต็มตัว ลองขายสินค้าเอง จากการครูพักลักจำจากคุณพ่อ การทำงานเต็มตัวของผมนั้นเริ่มจากอายุน้อยมาก และมองว่ามันคือตัวตนของเราที่จะต้องทำให้มันเติบโตในอนาคต”
คุณทัชชกร จบการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ ภาควิชาสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี 2550 เมื่อจบ การศึกษาได้เข้ามาศึกษาดูงานในบริษัท เฮ้าส์เคม จำกัด กับคุณพ่อ และดูแลรับผิดชอบส่วนงานการขาย และการผลิต และ สั่งสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีความมุ่งมั่นและเป้าหมายที่จะขยายกิจการสู่ระดับนานาชาติ
ธุรกิจอาหารสัตว์ แบ่งตลาดออกเป็น 2 ตลาดใหญ่ ๆ คือ อาหารสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อบริโภค และอาหารสัตว์เลี้ยง
ตลาดอาหารสัตว์ "ธุรกิจอาหารสัตว์" ที่เติบโตอย่างน่าสนใจ และมีนัยสำคัญ คือ "ธุรกิจอาหารสัตว์พรีเมียม" ที่ยัง ได้รับความนิยมแม้จะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซา เพราะในโลกปัจจุบัน ผู้บริโภคมีความตระหนักเรื่องของสุขภาพมากขึ้น อาหารที่บริโภคเข้าไปในร่างกายต้องเป็นสิ่งที่ปลอดภัย เนื้อสัตว์จะดีหรือไม่ดีอยู่ที่คุณภาพอาหารเช่นกัน ทำให้กลุ่มอาหาร สัตว์พรีเมียมเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
จากแนวคิดที่ต้องการเพิ่มตัวเลือกสินค้าที่มีคุณภาพสูงแต่มีราคาที่ลูกค้าสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของ ตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้ริเริ่มเดินทางไปศึกษาดูงาน เข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ทั้งในแถบประเทศยุโรป ตะวันออกกลาง และในเอเชีย จนทำให้ เฮ้าส์เคม ได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากบริษัทต่างชาติชั้นนำ ในหลายประเทศ
ด้วยวิสัยทัศน์ของคุณทัชชกร ที่มีความมุ่งมั่นที่จะขยายกิจการของบริษัท เฮ้าส์เคม จำกัด ให้มีความเจริญเติบโต อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงได้จัดตั้งทีมสรรหาและพัฒนาสินค้า พร้อมกับการดูแลลูกค้าทุกรายอย่างใกล้ชิด นอกจากการเป็น ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแล้ว คุณทัชชกรยังให้ความสำคัญกับการคิดค้น และผลิตสินค้าในนามของเฮ้าส์เคม เพื่อจัด จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ในปี 2561 คุณทัชชกรได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO ต่อจากคุณพ่อ (คุณเอนก อริยสิทธิ์) และยังคงสานต่อธุรกิจ อาหารสัตว์ของครอบครัว และมุ่งมั่นวางแผนที่จะส่งออกไปยังลูกค้าประเทศเพื่อนบ้าน และจะขยายตลาดไปยังประเทศ ในแถบเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ภายในอนาคตอันใกล้นี้
ด้วยเป้าหมายที่ต้องการผลักดันให้บริษัท เฮ้าส์เคม จำกัด เติบโต และขยายต่อไปอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน เฮ้าส์เคม ได้เป็น Partner กับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์หลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อเมริกา, กลุ่มประเทศยุโรป, จีน และอินเดีย
กลุ่มสินค้าโปรดักต์ในตอนนี้ของ เฮ้าส์เคม จะมีทั้งผลิตและนำเข้าเอง โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าฟาร์มขนาด ใหญ่ ช่องทางขายใช้ดิสทริบิวเตอร์ เป็นเทรดดิ้งคอมพะนี มีพาร์ทเนอร์มากกว่า 4-5 บริษัท โดยประเทศไทย เนื้อไก่ยังเป็น เนื้อสัตว์ยอดนิยมในประเทศ และมีการส่งออกสูงเช่นกัน แบ่งเป็นสัดส่วน ไก่ 60% หมู 30% และอื่นๆ โดยสินค้าทั้งหมด เป็นผลิตภัณ์จากธรรมชาติ เป็นอาหารที่ผลิตด้วยถั่วและข้าวโพด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เฮ้าส์เคม ยึดเป็นจุดแข็งคือ การทำงาน ตั้งแต่ต้นน้ำ มีพาร์ทเนอร์ที่สามารถหาวัตดุดิบเพื่อการผลิตได้อย่างครอบคลุม
การขยายตลาดสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อการเติบฌโตให้ยั่งยืน
เนื่องจากกลุ่มคนรักสัตว์ที่รักสัตว์เลี้ยงจริงๆ ต้องการดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดไม่ต่างไป จากตัวเอง โดยสิ่งที่ต้องใส่ใจมากที่สุดคือ "อาหาร"บริษัท เฮ้าส์เคม แตกแบรนด์ใหม่อย่าง Sierio เพื่อตอบโจทย์ตลาดสัตว์เลี้ยงที่ โดย "รายงานตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง ทั่วโลกปี 2020-30: COVID- 19 ผลกระทบและการฟื้นตัว" จาก ResearchAndMarkets.com คาดการณ์ว่า ตลาดอาหารสัตว์ เลี้ยงทั่วโลกจะเติบโตจาก 74.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2562 เป็น 75.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 1.3%" แม้การเติบโตจะถือว่าค่อนข้างต่ำ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศ และการระบาด ของโควิด-19 ไปบ้าง แต่คาดว่าหลังจากตลาดอาหารสัตว์จะฟื้นตัวและเติบโตต่อปีที่ 6% จากปี 2564 และแตะ 88.5 พันล้าน ดอลลาร์ในปี 2566 เลยทีเดียว
ทาง เฮ้าส์เคม มีแผนวางจำหน่าย Sierio ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ มองว่า ตลาดอาหารสุนัขนั้นมีหลายเซ็กเม้นต์ ในเซ็กเม้นต์ของสแน็คมีความน่าสนใจสูงเช่นกัน เป้าหมายคือหวังว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตมากขึ้น
การต่อสู้ของธุรกิจในตลาดที่ใหญ่มากขึ้น ต้องเน้นไปในการทำตลาดตั้งแต่ต้นน้ำ วางสายป่านให้ยาวที่สุด จึงจะ แข็งแกร่ง จะมีหมัดเด็ดพร้อมฮุกยักษ์ได้ มุมมองของนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ นั้น อาจจะเปลี่ยนการทำงานแบบเดิมๆ เปลี่ยน วงการธุรกิจให้มีสีสันขึ้นก็เป็นได้