คุณออดรีย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแบรนด์อเมริกันสแตนดาร์ดมีจุดยืนในเรื่อง HygieneClean System เทคโนโลยีแห่งความสะอาดอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของอเมริกันสแตนดาร์ดที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุขภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับสุขอนามัย ยืดอายุการใช้งานของสุขภัณฑ์ และลดภาระในการดูแลทำความสะอาดได้จริง
“หลังเกิดโรคระบาด COVID-19 ประเด็นสุขอนามัยกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอย่างแรกซึ่งเป็นสิ่งที่เราโฟกัสมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยมีการแนะนำสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นที่ส่งมอบเรื่องสุขอนามัยที่ดีเป็นหลัก ดังนั้นเราจึงมีความพร้อมทางด้านสินค้าที่อยู่ในกระบวนการเปิดตัวออกสู่ตลาดอยู่แล้ว เราแค่เร่งเปิดตัวสินค้าไม่ว่าจะเป็น Smart Toilet และเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ Touchless Flushing Technology ให้เร็วขึ้นเพื่อทันกับสถานการณ์ และพร้อมบุกตลาดทันที”
นั่นหมายความว่า วิกฤต COVID-19 ทำให้สิ่งที่แบรนด์อเมริกันสแตนดาร์ด พยายามจะสื่อสารนั้นมีความชัดเจนยิ่งกว่าเดิม และกลายเป็นโอกาสโดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลอนช์โปรดักต์ด้วยการนำเสนอสุขภัณฑ์ลดการสัมผัส (Contactless Solution) อาทิ สุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) รุ่น Aerozen G2 และ e.ssential ในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย รวมถึงฝารองนั่งอัตโนมัติ (E-bidet) รุ่น Pristine Star และ Pristine ที่ช่วยลดการสัมผัสและลดการใช้สายฉีดชำระเข้าสู่ตลาด รวมไปถึงก๊อกน้ำเย็นอัตโนมัติเซ็นเซอร์เพื่อเป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงการสัมผัสเชื้อโรค
“เราเป็น Trendsetter ที่ชูแนวคิด Contactless is the new normal ในอุตสาหกรรมสุขภัณฑ์ของไทยด้วยความพยายามสร้างการรับรู้ในแบรนด์ และคุณสมบัติของสินค้าไปยังผู้บริโภค เพื่อสื่อให้เห็นถึงความจำเป็นว่าสุขภัณฑ์ลดการสัมผัสจาก อเมริกันสแตนดาร์ดจะช่วยยกระดับสุขอนามัยที่ดีขึ้นในช่วงที่เกิดโรคระบาดได้อย่างไร”
ในเวลาเดียวกันวิกฤตครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้อเมริกันสแตนดาร์ด เข้าไปดูแลลูกค้าพันธมิตรที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต ที่ประสบปัญหายอดจองที่พักลดลง เนื่องจากจำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป
“ช่วงนั้นเราพยายามหาทางช่วยลูกค้าด้วยการตัดสินใจทำในสิ่งที่แตกต่าง และนำวิกฤตนี้มาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยจัดส่งทีมช่างผู้ชำนาญการจากศูนย์บริการลูกค้าของเราในจังหวัดภูเก็ตไปให้บริการตรวจเช็กสภาพการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำให้กับโรงแรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อย่างน้อยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการว่าจะมีความพร้อมเมื่อโรงแรมเปิดทำการอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ช่วยเหลือโรงแรมไปทั้งหมด 45 แห่ง รวมกว่า 5,000 ห้อง”
อย่างไรก็ดี ทิศทางการทำงานในปีนี้ คุณออดรีย์ กล่าวว่า ยังคงเน้นการเปิดตัวสินค้าและสื่อสารแคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์วิถี New Normal ของผู้บริโภค โดยในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อเมริกันสแตนดาร์ด นำร่องด้วยแคมเปญ “สะอาดแน่ แค่ Wave & Go” ผ่านโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของตลาดสุขภัณฑ์ที่มีการนำแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้มาใช้
ทั้งนี้แคมเปญ “สะอาดแน่ แค่ Wave & Go” ต้องการแนะนำสุขภัณฑ์พร้อมเทคโนโลยีฟลัชแบบเซ็นเซอร์เพื่อให้ทุกคนในบ้านใช้งานได้สะดวกและมีสุขอนามัยมากขึ้น ปัจจุบันบ้านส่วนใหญ่ในเมืองไทยมักมี 2-3 เจนเนอเรชั่นอาศัยอยู่รวมกัน ความท้าทายคือกลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่าง Baby Boomer และกลุ่ม Gen X จะเป็นกลุ่มที่เปิดรับสิ่งใหม่ได้ช้ากว่า ในทางกลับกันกลุ่ม Young Gen เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการเปิดรับสิ่งใหม่ต่อคนเจนอื่น อเมริกันสแตนดาร์ดจึงใช้กลยุทธ์ Cross Generational Marketing โดยให้กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อสมาชิกคนอื่นภายในบ้านมาเป็นผู้แนะนำสุขภัณฑ์ใหม่นี้ให้กับทุกคนในครอบครัวแล้วโซเชียลแพลตฟอร์มที่อเมริกันสแตนดาร์ดเลือกมาสื่อสารนั่นก็คือ TikTok เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมจากทั้ง 2 เจน สร้างคอนเทนต์ผ่าน Music Marketing โดยเป็นกิจกรรม Dance Challenge ชวน Gen Z มาโชว์สเต็ปในเพลง “สะอาดแน่ แค่ Wave & Go” พร้อมจับมือกับ Online Influencers ช่วยสร้างกระแสบนโลกโซเชียล ส่งผลให้มียอดวิวแบบออร์แกนิกส์ทั้งหมดกว่า 3.3 แสนครั้ง และการเข้าถึงของโพสต์ในแคมเปญสูงเกิน 1 ล้านครั้งบนเฟสบุ๊คภายในเวลาไม่ถึงเดือน
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการเปิดตัวก๊อกน้ำ EasyFLO Fittings Collection ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมล่าสุดที่จะมาพลิกรูปแบบเดิมๆ ของก๊อกน้ำในตลาด ทั้งเรื่องการดีไซน์และการใช้งาน การันตีด้วยรางวัลระดับสากล โดยถูกออกแบบและพัฒนามาจากการทำวิจัยพฤติกรรมการใช้งานก๊อกน้ำของผู้บริโภค ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงได้คิดค้นและออกแบบก๊อกน้ำ EasyFLO ให้ใช้งานง่าย เพียงแค่กดปุ่มเปิด/ปิด ผู้ใช้งานไม่ต้องยุ่งยากออกแรงโยกหรือบิดหัวก๊อกน้ำ และยังช่วยให้การเปิดน้ำเวลาที่มือเปื้อนหรือเลอะสบู่สะดวกมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับฟีเจอร์ช่วยประหยัดน้ำ วัสดุด้านในก๊อกน้ำเป็นระดับ Food Grade มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยไร้สารตะกั่ว รวมถึงมีแผนเปิดตัวก๊อกน้ำระบบเซ็นเซอร์สำหรับใช้ภายในบ้าน เพื่อสร้างสุขลักษณะ และความปลอดภัยให้กับคนในครอบครัว
ในเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นการตอบโจทย์วิธีการจับจ่ายสินค้าแบบ New Normal บริษัทยังนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าที่ดีขึ้นผ่านโปรแกรมการออกแบบ CustoMySpace (CMS) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้พนักงานขายหน้าร้านออกแบบห้องน้ำให้ลูกค้าเห็นเป็นภาพสามมิติ หรือ 3D สามารถมองเห็นรูปแบบของห้องน้ำได้ 360 องศา เห็นภาพห้องน้ำในฝันแบบจำลอง (VR) ได้ในระยะเวลาเพียงไม่นาน รวมทั้งแพลตฟอร์ม WebGL ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเห็นสินค้าเสมือนจริงในหลากหลายมุมทั้งภายนอกภายในของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโถสุขภัณฑ์และอ่างล้างหน้าได้ทางออนไลน์โดยไม่จำเป็นต้องไปที่หน้าร้านอีกด้วย