เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization หลายประเทศมุ่งพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านวัตถุสู่เป้าหมายในการสร้างความเจริญให้กับประเทศเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ มีการชี้วัดคือ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) ที่นำมาคำนวณหารายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร บนทฤษฎีที่ว่าเมื่อประชาชนมีรายได้ต่อหัวที่เพิ่มมากขึ้นก็จะสามารถเข้าถึงมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี และก่อให้เกิดความสุขได้มากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ GDP คือคนมักคิดว่าเมื่อ GDP เพิ่มขึ้น ความสุขของคนในประเทศก็ย่อมเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่หากเราลองพิจารณาบางประเทศที่มี GDP สูง ก็จะพบว่าความสุขของคนในประเทศไม่ได้ผันตาม GDP แต่อย่างใด ซ้ำยังพบกับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ปัญหาความเลื่อมล้ำในสังคม และอีกมากมาย ทำให้เกิดคำถามที่ว่า “GDP เป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดในการพัฒนาประเทศจริงหรือไม่”...และนั่นก็เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ประเทศเล็กๆ บนเทือกเขาหิมาลัยเลือกที่จะใช้ตัวชี้วัดที่แตกต่างออกไป
พัฒนา “ความสุข” เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เมื่อการแข่งขันเพื่อสร้างการครอบครองวัตถุที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้สอดคล้องกับความสุขของคนในประเทศ สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน จึงได้ริเริ่มแนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness (GNH) โดยได้ดำรัสในปี พ.ศ. 2515 ไว้ว่า “ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness - GNH) สำคัญกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ”
ตั้งแต่นั้น ประเทศภูฏานก็ยึดหลัก GNH เพื่อพัฒนาประเทศแบบองค์รวมโดยเน้นพัฒนา “ความสุขมวลรวม” แท้จริงของคนในประเทศ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักพัฒนาความยั่งยืนและนักธุรกิจแนวหน้าทั่วโลก
Gross National Happiness (GNH) เป็นแนวคิดพัฒนาประเทศภายใต้หลักการ สี่เสาหลักแห่งความสุข หรือ “ Four Pillars of Happiness” ได้แก่ การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (Sustainable Economic Development) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Conserveration of the Environment) การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีประจำชาติ (Promotion if National Culture) และ ธรรมมาภิบาลที่ดี (Good Governance) โดยแบ่งขอบเขตออกเป็น 9 ด้านด้วยกันคือ มาตรฐานการใช้ชีวิต (Living Standards) การศึกษา (Education) สุขภาพ (Health) สิ่งแวดล้อม (Environment) พลังของชุมชน (Community Vitality)การจัดสรรเวลา (Time-use) ความเป็นอยู่ที่ดีด้านจิตใจ (Psychological Well-being) ธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance) และ การส่งเสริมและยืดหยุ่นทางวัฒนธรรม (Cultural Resilience and Promotion)