Richard Jolly ผู้ช่วยศาสตราจารย์ของภาควิชา Organisational Behaviour ที่ London Business School ในฐานะผู้อำนวยการร่วมโครงการ Leading Change กล่าวถึง แนวทางการ”นำ”เพื่อก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงว่า การเป็นผู้นำในห้วงเวลาที่มีความผันผวนสูงเช่นปัจจุบัน เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง มีคนไม่มากนักที่เก่งพอที่จะผลักดันให้องค์กรก้าวข้ามอุปสรรคที่มองไม่เห็นมาก่อน รวมทั้งกุมหางเสือให้องค์กรที่เคยแข็งแกร่งกลับไปเป็นเหมือนเดิม
ต้องทำอย่างไร คุณถึงจะกลับไปเป็นผู้ชนะได้อีกครั้ง ?
การนำเพื่อก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงต้องใช้กลุ่มทักษะที่ต่างออกไป รวมทั้งต้องการความแข็งแกร่งภายใต้มาตรฐาน ในลิสต์ “คุณสมบัติผู้นำที่ดี” ซึ่งยาวเป็นหางว่าว
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันใด ผู้นำ ในฐานะผู้สร้างตัวอย่าง ต้องเล่นบทสำคัญที่สุด
เคล็ดลับการนำ เพื่อก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง 10 ข้อ ประกอบด้วย
1.อุทิศเวลาให้กับสิ่งที่จัดลำดับแล้วว่าสำคัญที่สุด
คุณต้องจัดสรรเวลาส่วนใหญ่ให้กับ 3 เรื่องที่จัดอันดับแล้วว่าสำคัญที่สุด อย่าวอกแวกไปกับเรื่องอื่นๆง่ายเกินไป โดยเฉพาะสิ่งที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์กับองค์กร
การทำให้ตัวเองมีเวลาคิดเป็นเรื่องสำคัญ อย่าตกเป็นเหยื่อของการเร่งรีบที่ไม่สร้างโภชน์ผลอะไรเลย
2.สร้างทีม ที่เป็นทีมจริงๆ
พนักงานทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจถึงความทะเยอทะยานของตัวเอง รวมถึงมุ่งมั่นว่าต้องทำให้สำเร็จ
ผลสำรวจล่าสุด ระบุว่า พนักงาน 68% ไม่เข้าใจวิสัยทัศน์องค์กร
คุณจะทำให้คนที่ต้องทำงานด้วยกันมุ่งไปที่เป้าหมายได้ยังไง ถ้าเขาไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน ?
3.หมั่นสื่อสาร
ทุกคนล้วนอยากรู้ว่า พวกเขากำลังมุ่งไปที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำจำเป็นต้องให้พนักงานทำสิ่งต่างจากเดิมเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ทุกคนจะรู้สึกมีคุณค่า เมื่อผู้นำแชร์ข้อมูลให้รับรู้ เพราะนั่นแสดงถึงความไว้ใจ ซึ่งผู้นำต้องพร้อมช่วยเหลือพวกเขาด้วย
ผู้บริหารอาวุโสส่วนใหญ่มักสื่อสารได้ห่วยแตก แต่หลงคิดว่าตัวเองเก่ง รวมทั้งมักร้องขอสิ่งที่ทำเพื่อเช็คว่า พนักงานเข้าใจสิ่งที่เขาพูดหรือเปล่า
4.สร้างแรงกระตุ้น ให้เกิดการโต้เถียงที่สร้างสรรค์
โดยปกติ ยิ่งผู้นำไม่ใส่ใจ ปัญหาต่างๆจะยิ่งเลวร้ายลง ทั้งนี้การพูดคุยต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึก คุณจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ทำไมพนักงานไม่พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
ต้องจำไว้ว่า ในฐานะผู้นำ คุณต้องเป็นครูด้วย ต้องให้ข้อมูลที่จะทำให้พนักงานทำผลงานออกมาได้ดี กระทั่ง
อาจเป็นข้อมูลที่ให้ได้ยากก็ตาม
5.สร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานเชื่อว่าพวกเขาเป็นกำลังสำคัญขององค์กร
บทบาทของผู้บริหารระดับสูงกำลังเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่นำความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้คนอื่นทำตามด้วย
จริงๆแล้วคำว่า ‘Command and control’ ที่ใช้กันมากขึ้น ใช้ไม่ได้กับองค์กรที่มีความซับซ้อน คุณหลีกหนีความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พนักงานต้องหาทางที่จะเอาชนะความท้าทายด้วยตัวเขาเอง และนำเรื่องของพวกเขาขึ้นโต๊ะเพื่อหารือ
นี่เป็นงานของผู้นำที่ต้องกระตุ้นให้พนักงานทำสิ่งนี้
6.ทำตัวเป็น Role Model ด้วยพฤติกรรมที่คุณอยากให้เขาเป็น
พนักงานส่วนใหญ่ไม่สนใจฟังสิ่งที่ผู้นำพูดเท่าไหร่นัก แต่จะเลียนแบบพฤติกรรม ในฐานะ Role Model ความคลั่งไคล้ในงานของคุณจะแพร่กระจายไปในองค์กรอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีชีวิตอยู่โดยยึดกับความเชื่ออย่างแท้จริงเป็นหลัก
พนักงานส่วนใหญ่ ล้วนมีสัมผัสที่ 6 กับความสมบูรณ์แบบของคนอื่น
7.มั่นใจในสัญชาตญาณ
เมื่อถึงครึ่งหลังของชีวิต คุณจะไม่ล้มเหลว แค่เพราะระวังตัวแจอยู่แล้ว ปกติ องค์กรไม่พลาดเพราะเลือก กลยุทธ์ผิด แต่จะพลาดเพราะพนักงานไม่ทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าถูกต้องสำหรับองค์กรมากกว่า
พึงระวังการใช้วลีฆ่าตัวตาย เช่น “พวกเขาควรจะ ....”
ไม่มีคำว่า “พวกเขา” ในองค์กร (มีแต่คำว่า “เรา”เท่านั้น)
8.ดูแลพนักงานด้วยใจ
แสดงความรู้สึก หรืออารมณ์ร่วม สิ่งนี้จะทำให้พนักงานใส่ใจองค์กร และความฝันของผู้นำ การมีอารมณ์ร่วมเป็นสิ่งแสดงถึงความเคารพจากก้นบึ้งของหัวใจ มันแสดงว่าคุณใส่ใจพนักงานจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพราะกฎหรือระเบียบ สิ่งนี้จะสร้างความผูกพันที่แข็งแกร่ง
9.ชิงความได้เปรียบ
บ่อยครั้งที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น พยายามสร้างจากฐานซึ่งพนักงานตอบรับคุณเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นความเปลี่ยนแปลงอาจนำมาทั้งบุคคลากร และทรัพยากรการเงิน พนักงานบางคนอาจต้องการประโยชน์บางอย่างจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก่อนที่ความเสี่ยงจะลงไปถึงทุกบริษัท
10.สร้างภาพเครือข่ายที่จะทำให้ทำงานได้
ทำลิสต์รายชื่อคนสำคัญๆที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง พวกเขารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น กลยุทธ์สำหรับแต่ละคนว่าพวกเขาต้องเล่นบทอะไร ใครจะเป็นคนบอกพวกเขา ถ้าคุณทำหน้าที่นั้นไม่ได้