ชาติศิริ กล่าวต่อว่า ธนาคารเข้าใจถึงสถานการณ์ปัญหานี้ ซึ่งได้พยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลและทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของลูกค้าแต่ละราย กระทั่งสามารถสนับสนุนลูกค้าได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ทันต่อสถานการณ์ และสอดรับกับความหลากหลายของลูกค้า มีทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ที่เป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมต่างๆ ห้างสรรพสินค้าประเภทต่างๆ ธุรกิจขนาดกลางที่เป็น Suppliers สินค้าและธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งรวมถึง ผู้ค้าปลีกที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
จากการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพบว่าควรแบ่งความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับ 3 ช่วงการปรับตัวที่สำคัญของลูกค้า เนื่องจากจะมีความต้องการในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน ดังนี้
ช่วงที่ 1 ประคองธุรกิจให้ผ่านปัญหาไปให้ได้ ในช่วงนี้ “สภาพคล่องระยะสั้น” เป็นเรื่องสำคัญมาก ธนาคารจะเน้นสนับสนุนสภาพคล่องให้เพียงพอสำหรับประคับประคองรักษากิจการให้อยู่รอด รักษาพนักงานไว้ และปรับตัวเพื่อลดต้นทุน ให้สอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เดินทางน้อยลง ออกจากบ้านน้อยลง ไม่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง
ช่วงที่ 2 การฟื้นฟูธุรกิจ เมื่อธุรกิจเริ่มปรับตัวได้และเริ่มรีสตาร์ทอีกครั้ง เวลานี้ธุรกิจจะต้องการ “เงินทุนหมุนเวียน” สำหรับผลิตสินค้าหรือบริการ เนื่องจากสภาพคล่องของธุรกิจถูกใช้ไปในช่วงแรกแล้ว การมีเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาเสริมอีกก้อนหนึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเริ่มฟื้นตัวได้อย่างแข็งแรงขึ้น
ช่วงที่ 3 ระยะยาว เมื่อธุรกิจเริ่มดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง อาจต้องปรับปรุงรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปในยุคใหม่หลังสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะมีความสำคัญมากขึ้น ธนาคารก็พร้อมสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ เช่น ข้อมูล องค์ความรู้ ประสบการณ์ แนะนำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ตลอดจนเงินทุนระยะยาว เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับโครงสร้างธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ