ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและไทยที่กำลังเผชิญกับความผันผวน ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และวิกฤตสิ่งแวดล้อม การขยับตัวของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง“กรุงศรี”ในการแถลงทิศทางธุรกิจปี 2569 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ภาคการเงินไทยได้เป็นอย่างดีว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด
ภายใต้กลยุทธ์“ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” (ONE Krungsri for a Sustainable Future)คือการประกาศพันธสัญญาครั้งสำคัญที่ขยายขอบเขตจากการเป็นเพียง "ผู้ให้บริการทางการเงิน" สู่การเป็น "ฟันเฟืองหลัก" ในการขับเคลื่อนโครงสร้างประเทศ

เคนอิจิ ยามาโตะกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)กล่าวเน้นย้ำถึงความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร ซึ่งเป็นหัวใจหลักของกลยุทธ์ปีนี้
“วันกรุงศรี ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนเรามุ่งมั่นทำงานผสานกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อมอบประสบการณ์ที่เป็นเอกภาพให้แก่ลูกค้า ผ่านโซลูชันที่ง่าย ไร้รอยต่อ และตอบโจทย์ได้ครบจบในที่เดียว โดยเรามองบทบาทของตัวเองไม่ได้เป็นเพียงแค่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่เรามุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่เคียงข้างทั้งลูกค้าและประเทศชาติเพื่อร่วมกันแก้ไขและฟันฝ่าความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญไปด้วยกัน”
ถือเป็นการประกาศรื้อระบบการทำงานแบบไซโลในอดีตทิ้งไป เพื่อให้ลูกค้าไม่ว่าจะเดินเข้าสาขาธนาคาร ใช้บริการบัตรเครดิต หรือสินเชื่อรถยนต์ ได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแบบ “ONE Krungsri” อย่างแท้จริง
โดยกรุงศรีนำเอาปัญหาระดับชาติมาเป็นตัวตั้งในการพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นชนักติดหลังเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนานดวงดาว วงศ์พนิตกฤตประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ความยั่งยืนของธนาคารนั้นมีที่มาจากจุดเดียวคือความยั่งยืนของลูกค้า กรุงศรีจึงได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการRelieve (บรรเทา), Recover (ฟื้นฟู) และ Long-term Resilience (สร้างความยืดหยุ่น)ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาแบบต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยดวงดาวเน้นย้ำว่าธนาคารยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คุมกฎ สู่การเป็นผู้สนับสนุน
“บทบาทของเราไม่ใช่แค่เข้าไปช่วยเพียงแค่ชั่วคราว ให้เงินลูกค้าแก้ปัญหาไปวันๆแต่เราต้องการสร้างตัวเราให้เป็นเหมือนโค้ชที่มอบแสงสว่างทางปัญญา ให้ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้องกับลูกค้าในทุกกลุ่ม”
ในมิติของประสบการณ์ดิจิทัล กรุงศรีวางแผนเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษสยาม ประสิทธิ์ศิริกุลประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล เผยถึงแผนการควบรวมจักรวาลแอปพลิเคชันอย่าง KMA, UCHOOSE และ Kept เข้าด้วยกัน ซึ่งถือเป็นความท้าทายทั้งในเชิงเทคนิคและพฤติกรรมผู้บริโภค อย่างก็ตามสยามเชื่อว่าการมีแอปที่มากเกินไปคืออุปสรรคต่อการเข้าถึงและความพึงพอใจของลูกค้า
“สิ่งที่เราจะทำคือการดึงเอาจุดแข็งที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละแอปมารวมกันเป็นแอปเดียวเพื่อให้เป็น One Krungsri App ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับลูกค้าของเราทุกคน”
นอกจากนี้สยามยังชี้ให้เห็นว่า หัวใจของการนำAI มาใช้ไม่ใช่การประมวลผลที่รวดเร็วอย่างเดียว แต่คือการประมวลผลที่ “เข้าใจความรู้สึก” ของลูกค้าอย่างแท้จริง
“สิ่งที่เราต้องเข้าใจมากกว่าเดิมคือความต้องการที่ลึกไปกว่าตัวเลขในบัญชี เราต้องเข้าใจว่าลูกค้าในช่วงเวลานั้นๆ เขารู้สึกอย่างไร เขากำลังคาดหวังอะไรจากเรา และเราจะเข้าไปเติมเต็มช่วงชีวิตนั้นได้อย่างไร”
ด้านลูกค้าองค์กรและวาณิชธนกิจประกอบ เพียรเจริญประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจได้เน้นย้ำถึงการทำหน้าที่เป็น“Success Partner”ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของ MUFG ซึ่งเป็นธนาคารระดับโลกมาเป็นข้อได้เปรียบ
โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจไทยต้องการขยายฐานการเติบโตออกไปนอกประเทศกรุงศรีได้วางตัวเป็นสะพานเชื่อมโอกาสผ่านบริการOffshore Financing ซึ่งประกอบ อธิบายว่า
“ในปีนี้ เรายังคงยืนหยัดในธีม Success Partner โดยเราจะใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญและเครือข่ายในต่างประเทศที่เรามี มาเป็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าก้าวไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิมบริการ Offshore Financing คือจุดยุทธศาสตร์ที่เราใช้ช่วยเหลือลูกค้าไทยที่เริ่มอิ่มตัวจากการลงทุนในประเทศ และต้องการขยายไปต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ”
อย่างไรก็ตามภายใต้กลยุทธ์“ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” (ONE Krungsri for a Sustainable Future)ที่กรุงศรีกำลังจะใช้ขับเคลื่อนองค์กร สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือระบบปฏิบัติการที่ใช้ต้องมีความแข็งแกร่งสายสดี ประเชิญศิลป์ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ได้เปิดตัวโครงการ“Jupiter Program”ซึ่งเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อ Modernize ระบบหลังบ้านทั้งหมด ซึ่งสายสดีอธิบายว่า ความยืดหยุ่น หรือ Agilityคือกุญแจสำคัญของการธนาคารในยุค AI
“Jupiter Program คือการสร้างรากฐานระบบหลังบ้านที่ทันสมัย ซึ่งจะสร้างความยืดหยุ่นอย่างมหาศาลให้กับองค์กร ทำให้เราสามารถสเกลบริการใหม่ๆ และปรับเปลี่ยนระบบได้ไวทันต่อโลกที่เปลี่ยนไปทุกวินาที โดยปรัชญาการทำงานของทีมเทคโนโลยีกรุงศรี ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความล้ำหน้าของเครื่องจักร แต่เน้นความหมายของการมีอยู่ของเทคโนโลยีเพราะเราเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์คือเหตุผลเดียวที่เราสร้างโซลูชันเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อรับใช้และยกระดับชีวิต”
ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจกรุงศรีได้วางหมุดหมายทางการเงินในปี 2569 ไว้อย่างรัดกุม โดยธนาคารได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ระดับ 2–4% ซึ่งเป็นการเติบโตที่มิได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขปริมาณ แต่เน้นไปที่คุณภาพและสมดุลของพอร์ตสินเชื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายตัวในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างยั่งยืนและไม่สร้างความเสี่ยงส่วนเกินให้กับระบบเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการทำกำไรยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยกรุงศรีกำหนดเป้าหมายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ไว้ที่ 4.0–4.3% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นภาพสะท้อนชั้นดีถึงความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีวินัย ควบคู่ไปกับการส่งมอบคุณค่าที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้าในทุกระดับ
ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งกรุงศรีมองเป็นพันธกิจหลักที่ต้องทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zeroผ่านกลไกทางการเงินที่เป็นรูปธรรม ทั้งการขยายขอบเขตของสินเชื่อสีเขียว (Green Loan)และการสนับสนุนTransition Financeเพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้กลุ่มผู้ประกอบการ SME สามารถปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างไม่ตกขบวน
ท้ายที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายและสร้างความเชื่อมั่นในทุกจุดสัมผัส กรุงศรีได้วางรากฐานการบริการภายใต้ Omni-channel Strategy ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยการเตรียมรวมศูนย์บริการลูกค้า หรือ Contact Centerของทุกหน่วยงานในเครือให้เหลือเพียงหมายเลขเดียวทั่วประเทศซึ่งถือเป็นการปฏิรูปงานบริการครั้งสำคัญที่จะช่วยลดความซับซ้อนและยกระดับมาตรฐานการดูแลลูกค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กร