ประสบการณ์จากการทำคาราบาวแดง ของเสถียร ทำให้สามารถเข้าถึงร้านโชวห่วยกว่า 200,000 ร้านค้าจากจำนวนโชวห่วยทั่วประเทศที่มีกว่า 400,000 ร้าน ซึ่งพบว่า Pain Point ที่สำคัญของคนทำร้านโชวห่วยก็คือขาดการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะกับการนำระบบมาตรฐานเข้ามาช่วยในการจัดการ จึงเป็นที่มาของการทำร้านถูกดี มีมาตรฐาน ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้มองถึงการเข้าไปแข่งกับโชวห่วยที่มีอยู่ แต่ต้องการเข้าไปช่วยยกระดับเรื่องของการบริหารจัดการ
ทำให้เงื่อนไขของการเข้าร่วมไม่ต้องมีต้นทุนมากนัก เพียงแต่เจ้าของร้านต้องปรับแต่งร้านให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และมีเงินค่ามัดจำสินค้า 2 แสนบาท เมื่อเลิกทำก็จะได้เงินส่วนนี้คืน โดยทีดี ตะวันแดงจะจัดการเรื่องสินค้าเข้าร้านหมุนเวียน ประมาณ 1 ล้านให้ ทำให้เจ้าของร้านไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อสินค้าเอง ซึ่งการมีระบบหลังบ้านที่เชื่อมต่อกับเครื่อง POS ในร้าน จะทำให้รู้ว่าสินค้าตัวไหนขายดี ต้องเติมเวลาไหน โดยทีดี ตะวันแดง จะเป็นคนหาแหล่งเงินกู้ที่มีการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้
เจ้าของร้านจะได้ส่วนแบ่งจากกำไร 85% อีก 15% จะเป็นของทีดี ตะวันแดง โดยเจ้าของร้านจะเป็นคนเสียค่าใช้จ่ายประจำอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ และภาษีเอง ซึ่งเสถียร บอกว่า จากการเข้าร่วมร้านโชวห่วยในช่วงแรก ผลออกมาค่อนข้างดี สามารถทำยอดขายเฉลี่ยได้วันละ 5,000 – 10,000 บาท จากเดิมที่มียอดขายเฉลี่ยแค่วันละ 2,000 – 3,000 บาท
“เราเอาเทคโนโลยี และโนว์ฮาวในการทำร้านค้าปลีกไปให้เขา เพื่อผสมผสานกับพลังความเป็นเจ้าของของเขา ซึ่งจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนสำคัญ เพราะความเป็นเจ้าของจะทำให้เขาเข้าใจลูกค้าในชุมชนได้ดี ที่สำคัญ เราจะดูจากทำเล และความตั้งใจในการทำธุรกิจของเขาด้วย โดยชุมชนแต่ละแห่งที่เปิดจะมีจำนวนครัวเรือนประมาณ 300 – 400 หลังคาเรือน ซึ่งเรามั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายจากลูกค้าในชุมชนได้วันละอย่างต่ำๆ 5,000 บาท”