“ตอนนั้นเรามาทบทวนดูว่าทำไมไอสตูดิโอในไทยของแอปเปิ้ลถึงเลือกลงโฆษณากับเว็บไซต์เรา เลยมองเห็นภาพว่าคนที่ติดตามเว็บไซต์เราเป็นแสนคนต่อเดือน มันตรงกับความต้องการของเขา แอปเปิ้ลก็อยากขายของให้คนชอบแอปเปิ้ล เลยมองโมเดลกว้างขึ้นว่าเราต้องรวมกลุ่มคนที่ชอบอะไรบางอย่าง แล้วไปเอาเงินจากคนที่จะขายของให้คนกลุ่มนี้ ความตั้งใจคราวนี้เลยคิดว่าจะเอาเงินจากแบรนด์ไลฟ์สไตล์ทุกแบรนด์ในประเทศ และกลุ่มที่เขาจะขายของให้ก็คือมนุษย์เงินเดือน เลยสร้างแฟนเพจขึ้นมาเพราะต้องการรวบรวมมนุษย์เงินเดือนมาอยู่ด้วยกัน ด้วยคอนเทนต์ที่ไลค์ คอมเม้นต์ และแชร์ได้ง่ายๆ”
เรียกได้ว่าเพจ Salaryman’s Diary ประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่เปิดด้วยยอดไลค์กว่า 8,000 ไลค์ และก้าวสู่แสนไลค์ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ด้วยภาพการ์ตูนที่เสพง่าย เนื้อหาสั้นๆ ตรงประเด็น มีความตลกที่แฝงความจิกกัดที่โดนใจมนุษย์เงินเดือน ทำให้ภายในหนึ่งเดือนที่เปิดเพจ ก็สามารถดึงให้แบรนด์ต่างๆ เข้ามาซื้อโฆษณาทันที
“รายได้ที่พีคที่สุดที่ Salaryman’s Diary เคยทำได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท ผมตั้งราคาโฆษณาขั้นต่ำต่อครั้งประมาณ 10,000-15,000 บาท เพราะเราไม่ได้มีต้นทุนอะไร เพียงแค่มีไอเดียเท่านั้น ถ้าเราได้โฆษณามาเดือนละ 3 ชิ้นเราก็อยู่ได้แล้ว”
เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ต่างๆ เข้ามาซื้อโฆษณา คุณปอนด์มองว่าคาแร็กเตอร์มีส่วนสำคัญมาก เพราะแบรนด์ที่เข้ามา แน่นอนว่าไม่มีใครอยากลงทุนในเพจที่ไม่มีจุดเด่น ดังนั้นคาแร็กเตอร์ต้องมีความชัดเจน ซึ่งเพจ Salaryman’s Diary มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน นั่นคือการนำเสนอชีวิตรันทดของมนุษย์เงินเดือน ในมุมที่ตลก ประชดประชัน
วิธีที่จะช่วยให้คาแร็กเตอร์ของเพจมีความชัดเจน เทคนิคหนึ่งสำหรับคุณปอนด์คือการใช้สี เนื่องจากพฤติกรรมของคนที่ใช้สมาร์ทโฟน การสไลด์แต่ละภาพผ่านไปเร็วมาก ดังนั้นหากภาพที่นำเสนอไม่มีความโดดเด่นก็จะถูกสไลด์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นภาพของ Salaryman’s Diary จึงถูกปูด้วยสีเหลืองทั้งภาพเพื่อดึงดูดความสนใจ สิ่งต่อมาคือคอนเทนต์ที่ต้องกล่นกรองอย่างดี โดยคุณปอนด์เรียกว่าจริตของมุข ที่มีความตลก ประชดประชัน จิกกัด แต่ทุกๆ คนก็เคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้เกิดการกดไลค์ คอมเม้นต์ พร้อมทั้งแชร์ต่อออกไปเป็นประเด็นพูดคุยกับเพื่อนๆ และพาให้เพื่อนเข้ามากดไลค์เพจต่อๆ กันเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ของคนที่มีประสบการณ์เหมือนกัน