มาตรการล็อคดาวน์ห้างสรรพสินค้าหลายระลอกจากเกิดเหตุการณ์โควิด-19 กระทบต่อสินค้า Luxury fashion brand ไปเต็มๆ หากใครไม่ปรับตัวก็คงอยู่ในอาการล้มทั้งยืน แต่โชคดีที่ กลุ่มบริษัท พีพี กรุ๊ป (มาตรการล็อคดาวน์ห้างสรรพสินค้าหลายระลอกจากเกิดเหตุการณ์โควิด-19 กระทบต่อสินค้า Luxury fashion brand ไปเต็มๆ หากใครไม่ปรับตัวก็คงอยู่ในอาการล้มทั้งยืน แต่โชคดีที่ กลุ่มบริษัท พีพี กรุ๊ป (PP Group) ผู้นำเข้าและจำหน่ายสินค้าแฟชั่นแบรนด์ลักชัวรี่ เตรียมระบบอีคอมเมิร์ซไว้ก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด-19 ทำให้ยอดขายจากช่องทางใหม่ขึ้นมาได้ แม้จะไม่สามารถชดเชยกับช่องทางหน้าร้านได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าช่องทางออนไลน์ทำให้แบรนด์เกิดการเรียนรู้การสร้างสมดุลเพื่อก้าวไปสู่ Omni Channel เต็มรูปแบบ
สุวดี พึ่งบุญพระ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท พีพี กรุ๊ป (PP Group) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกภาพรวมตลาดสินค้ากลุ่ม Luxury เมืองไทยเติบโตราว 10-12% ถึงแม้จะลดลงเป็นเท่าตัวจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่เติบโตอยู่ที่ 20-30% PP Group ได้ตระหนักและปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พัฒนาช่องทางการขายออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ภาพรวมมียอดขายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบจากระยะเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว
“กำลังซื้อในกลุ่มตลาด Luxury ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องไม่ได้ตกลง เนื่องจากเป็นกลุ่มตลาดที่มีรายได้สูงและไม่ค่อยได้รับผลกระทบเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก ในช่วงโควิด-19 เราจึงเห็นพฤติกรรมผู้ซื้อที่เปลี่ยนไปจับจ่ายผ่าน e-commerce ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่ พีพี กรุ๊ป พัฒนาการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้มีทางเลือกในการรับชมสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีทั้งแบรนด์ Longchamp, MaisonKitsune รวมถึงแบรนด์อื่นๆ ใน Pipeline อีกด้วย”
สำหรับผลการตอบรับจากช่องทางดังกล่าว สุวดี ยกตัวอย่างแบรนด์ Longchamp ว่าปัจจุบันมียอดขายจากออนไลน์ราว 15-20% พร้อมกันนี้ยังเป็นช่องทางให้เกิดการเรียนรู้และปรับตัวสู่ Omni Channel ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมลูกค้าคนไทย ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่การซื้อผ่านออนไลน์มาจากแพลตฟอร์ม Line OA ดังนั้น PP Group มีแผนที่จะใช้งบการตลาดมาทางโซเชียลมีเดียมากขึ้นรองรับเทรนด์โซเชียลคอมเมิร์ซ โดยช่องทางนี้ยังทำหน้าที่ Chat & Shop สื่อสารข้อมูล บริหารความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานหน้าร้าน และลูกค้า
“โซเชียลคอมเมิร์ซเป็นแพลตฟอร์มที่ Friendly และคนไทยมีความคุ้นชิน ดังนั้นยอดขายออนไลน์จึงมาจากทางนี้ แต่ต่อไปพฤติกรรมการจับจ่ายก็จะผสมกันไป นั่นคือ หาข้อมูลออนไลน์แต่มาซื้อของที่หน้าร้าน หรือมาดูของที่หน้าร้านแต่ไปสั่งออนไลน์”
สุวดี กล่าวว่านี่เป็นเวลาที่ Luxury fashion brand ต่างต้องรีเซ็ตการทำงานใหม่ หากต้องการอยู่รอดในธุรกิจนี้ต่อไปจะต้องมี 3 ปัจจัย คือ ติดตาม Global Trend, มี New Product ต่อเนื่อง และเสริมด้วย e-Commerce
“ต่อไปนี้บทบาทของหน้าร้านจะต้องเปลี่ยนตามไปด้วย โดย PP Group มีแผนที่จะลดจำนวนสาขา ปรับลดพื้นที่สาขาออก 20% ลดจำนวนไอเทมสินค้า พร้อมสไตล์การตกแต่งร้าน Longchamp ให้เป็นสไตล์ Parisian Apartment เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสความเป็นฝรั่งเศสมากขึ้น เพื่อหน้าร้านทำหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ ในขณะที่ช่องทางออนไลน์จะทำหน้าที่สร้างแบรนด์ลอยัลตี้กับลูกค้า เมื่อเราทำสองช่องทางนี้ให้แข็งแกร่งให้ทุกทัชพ้อยท์มมีมาตรฐานเดียวกัน ก็จะทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์“
โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ รองประธานกรรมการ PP Group กล่าวว่า หน้าร้านยังมีความสำคัญอย่างมากสำหรับธุรกิจ Luxury Fashion ในการมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ทั้งยังมีลูกค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่ต้องการเข้ามาชม มาเลือก และสัมผัสสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เนื่องด้วยพฤติกรรมการซื้อของแต่ละกลุ่มลูกค้ามีความหลากหลายขึ้น Omni Channel จึงเป็นสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มาก นอกจากสาขาหน้าร้านและช่องทางเว็บไซต์ออนไลน์แล้ว Longchamp ยังมี Outlet ที่ Siam Premium Outlets เป็น 1 ใน 2 Outlet ใน South East Asia รองรับกลุ่มลูกค้า Price Sensitve
2-3 ปีที่ผ่านมานี้ Longchamp ยังมีลูกค้าใหม่ๆ ที่เป็น young-generation เข้ามามากขึ้น บริษัทจึงปรับกลยุทธ์เข้าถึงกลุ่มนี้ด้วย collection ใหม่ Le Pliage® Green ภายใต้ Le Pliage® Collection กระเป๋าที่เป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่าย ทนทาน พับและพกพาสะดวก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี มีการออกแบบมา โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิต มีการคำณวนถึงคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาในแต่ละขั้นตอนการผลิต รวมถึง ตัวกระเป๋า ด้าย ซิป ที่ผลิตจากโพลีเอไมด์-ไนลอน และสายกระเป๋าผลิตจากโพลีเอสเตอร์ ล้วนแต่เป็นวัสดุรีไซเคิล และมีการรับรองมาตรฐานการรีไซเคิลจาก The Global Recycle Standard (GRS)