ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ Head of Commercialization บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวถึงการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่ม Wealth & High Spenders ที่มีกำลังซื้อสูง และมีพฤติกรรมชอบสินค้าและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร อาจจะเลือกสินค้ามาแล้วจากออนไลน์ แต่ต้องมาทดลองจริงและซื้อที่หน้าร้านเท่านั้น กลุ่มลูกค้าทั่วไป และสำหรับกลุ่มนักช้อปต่างชาติ ในสาขา Tourist Destination เพื่อนำเสนอสิทธิพิเศษที่ตรงใจคนเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น
จากฐานลูกค้าของกลุ่มเซ็นทรัลที่เก็บดาต้าโดย The 1 พบว่า ปัจจุบันมีฐานลูกค้าทั้งหมด 18 ล้านราย ในจำนวนนั้นจะเป็นลูกค้าที่ Active 9 ล้านราย
เมื่อมองลงลึกในรายละเอียด จะพบว่า จะมีลูกค้าที่เป็นกลุ่ม Wealth & High Spenders ที่มีกำลังซื้อสูงประมาณ 1 แสนราย ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ ซื้อต่อบิลค่อนข้างสูง ยิ่งในช่วง 1 – 2 ปีที่ไม่สามารถเดินทางไปช้อปต่างประเทศได้ ทำให้ต้องหันมาช้อปในประเทศ ทำให้กลุ่มสินค้าลักชัวรี่ในบ้านเรามีการเติบโตค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา
แน่นอนว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตของยอดขายที่ซีพีเอ็นมีการให้สิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ รับ Cash Voucher มูลค่า 10,000 บาท เมื่อใช้จ่ายครบ 300,000 บาท หรือรับ Cash Voucher มูลค่า 1,000 บาท เมื่อใช้จ่ายครบ 50,000 บาท เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ พร้อมรับสิทธิ์เป็นสมาชิก The 1 Exclusive เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมครบ 300,000 บาท ภายใน 31 ธ.ค. 64 เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ หรือTop Spender รับแพ็กเกจ Yacht Trip พร้อมห้องพักโรงแรม Hilton Pattaya 2 คืน มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดในแต่ละสาขา และมียอดใช้จ่ายสะสมครบ 500,000 ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 64 เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ เป็นต้น
ดังนั้นการมีดาต้าอยู่ในมือ นอกจากจะช่วยทำให้เข้าใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี พร้อมที่จะตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาแบบ Personalized แล้ว ยังจะช่วยทำให้เข้าใจในการทำ Purpose Driven Marketing ซึ่ง ดร.ณัฐกิตติ์ บอกว่า จะเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนแบรนด์ศูนย์การค้าของเครือซีพีเอ็นหลังจากนี้เป็นต้นไป