1. Blurring of Segment เซ็กเม้นต์ได้หายไปหมดแล้วโดยมีโรคระบาดโควิดเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง หลังผู้บริโภคเข้าถึงช่องทางดิจิทัลและออนไลน์มากยิ่งขึ้นจึงเกิดการทับซ้อนกันระหว่างร้านค้าปลีกดั้งเดิมกับอีคอมเมิร์ซ ทำให้ช่องทางขายหน้าร้านแทบไม่มีความแตกต่าง ในเวลาเดียวกันร้านสะดวกซื้อก็หันมาปรับตัวเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อม หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคสามารถหาซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้ตามร้านค้าทั่วไป โดยไม่ต้องพึ่งพาดิวตี้ฟรีอีกต่อไป
2. Blurring of Channel ช่องทางการจัดจำหน่ายจางหายไปกลายมารวมกันหมด สังเกตไหมว่าปัจจุบันแม้ผู้บริโภคจะไปยืนหน้าร้านแต่ก็เข้าส่องเช็กราคาเว็บไซต์ก่อนซื้อ นอกจากนี้ยังพบว่า 37% ของผู้บริโภคใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเช็กข้อมูลสินค้าและแบรนด์ก่อนตัดสินใจซื้อ ส่วนหน้าร้านเป็นเพียงโชว์รูมทำหน้าที่สร้างประสบการณ์กับลูกค้า รวมถึงกระบวนการส่งมอบดิลิเวอรี่จะเป็นปัจจัยในการสร้างความพึงพอใจ ซึ่งดิลิเวอรี่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการส่งสินค้าถึงบ้านเท่านั้น แต่หมายถึงการส่งมอบในทุกกระบวนการในทุกช่องทาง
3. Blurring of Line โซนนิ่งการจัดสินค้าและบริการในร้านค้าปลีกก็จะหายไปเช่นกัน ในอดีตการเดินในห้างจะแบ่งแยกโซนชัดเจน อย่างพื้นที่ให้บริการและพื้นที่ขายสินค้า แต่ละชั้นจะแบ่งแผนกตามประเภทของสินค้า แต่ละพื้นที่แบ่งแยกการขายสินค้าและบริการออกจากกัน เช่น บริการทางการเงิน สินค้าเทคโนโลยี สินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และหนังสือ แต่ดีไซน์ค้าปลีกในอนาคตจะทลายกรอบการจัดโซนนิ่งเดิมออกไป เป็นการดีไซน์ที่ไม่มีเส้นแบ่งโซนนิ่ง สอดคล้องกับกระแสการค้าโลกที่ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ
4. Blurring of Competition คู่แข่งเกิดขึ้นมากมาย ไม่ใช่นิยามของคู่แข่งในโลกอะนาล็อกที่มักเป็นคู่แข่งที่ทำสินค้าคล้ายๆ กัน แต่การเข้ามาของดิจิทัลทำให้พรมแดนการแข่งขันเบลอไปเรื่อยๆ คู่แข่งในอนาคตจึงมีธรรมชาติที่เปลี่ยนไปจากเดิม และเป็นคู่แข่งที่มาจากธุรกิจอื่น
5. Omni-channel ค้าปลีกยุคใหม่ต้องครบสูตรทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า พูดง่ายๆ คือต้องเชื่อมต่อประสบการณ์ช้อปปิ้งออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ แต่นั่นไม่พอ ค้าปลีกจะต้องมีแอปพลิเคชันเชื่อมต่อการค้าขาย การชำระเงิน การจัดส่งสินค้าที่มีให้เลือกหลากหลาย รวมทั้งเป็นช่องทางการสื่อสาร และบริการลูกค้าเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะช่วยรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของลูกค้าเอาไว้ เพื่อทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว จากนั้นจะพัฒนาไปสู่การเป็นซูเปอร์แอป มีทุกอย่างในแอปเดียว
6. Automation แนวโน้มการค้าต่อไปจะเป็นระบบอัตโนมัติและอัจฉริยะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตู้ขายอัตโนมัติ เครื่องซักผ้า ตู้ซื้ออาหาร สมาร์ทโฟน ช้อปปิ้งคาร์ท รวมถึงการนำ AI มาตรวจเช็กสินค้าหรือชั้นวางสินค้า ลดระยะเวลาในการตรวจเช็กสินค้าแบบเดิมๆ นอกจากนี้จะมี Smart Mirror กระจกอัจฉริยะสำหรับ Fitting เสื้อผ้าเสมือนจริงอยู่ในมือถือทำให้ทุกคนลองเสื้อผ้าในออนไลน์ได้โดยไม่จำเป็นต้องไปที่ร้าน
7. Resizing ขนาดร้านค้าที่เคยเล็กต้องขยายให้ใหญ่ ที่เคยใหญ่ก็ต้องหดตัวให้เล็กลง เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เคยมีพื้นที่ 8,000-12,000 ตร.ม. ลดลงเหลือ 4,000-6,000 ตร.ม. โดยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง Meta, VR และ AR เข้ามาซัพพอร์ตระบบ ทำให้ไม่ต้องมีพื้นที่เก็บสต๊อกสินค้าเยอะ ในขณะที่ร้านสะดวกซื้อที่เคยมีพื้นที่ 80-100 ตร.ม. ก็จะขยายใหญ่เป็น 200-300 ตร.ม. มีที่จอดรถสะดวกสบาย โดยไม่จำเป็นต้องอยู่บนถนนใหญ่
8. Re-located ทำเลไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ อีกต่อไป เพราะการค้าบนมือถือหรือโมบายคอมเมิร์ซ นั้นทำเลไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอันดับแรกของการทำธุรกิจ แต่การพัฒนาเมือง การสร้างเส้นทางคมนาคมใหม่ๆทำให้ผู้ประกอบการต้องมาทบทวนเรื่องทำเลกันใหม่ อย่างร้านอาหารจะมี Cloud kitchen ซึ่งมีไว้เพื่อขนส่งสินค้าเท่านั้น ไม่ต้องไปอยู่ในห้างสรรพสินค้า
9. Private Label เมื่อการแข่งขันออนไลน์และออฟไลน์เป็นไปอย่างดุเดือด การสร้างความแตกต่างให้ได้เปรียบเชิงการแข่งขันถือเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จ เจ้าของแบรนด์จำเป็นต้องมีสินค้าที่มีเอกลักษณ์เพื่อส่งเสริมแบรนด์ให้แข็งแกร่งผ่าน Private Label ที่จะต้องมีนวัตกรรมไม่ใช่สินค้าพื้นๆ หรือลอกเลียนแบบ
10. B2C หรือ Subscription เป็นการขายตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ผ่านตัวแทนค้าส่งค้าปลีก เพราะออนไลน์สามารถขายตรงถึงลูกค้าได้เลย ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างพ่อค้าคนกลางต้องเร่งปรับตัวอย่างเร่งด่วน ส่วน B2B ก็อยู่ในเทรนด์เช่นกัน ต่อไปจะเริ่มเห็นแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสเจาะกลุ่ม Business กันเองมากขึ้น
ดร.ฉัตรชัย กล่าวว่า โครงสร้างค้าปลีกไทยแบ่งออกเป็น 3 เซ็กเม้นต์ คือโมเดิร์นเทรดมีสัดส่วน 32% เชนสโตร์ 20% ส่วนที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี 48% ที่มีผู้ประกอบการมากกว่า 4 แสนราย แต่เมื่อการแข่งขันค้าปลีกในไทยมีแนวโน้มการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีทิศทางการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์และทรานส์ฟอร์มให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ Digital Retail
“การปรับตัวเร็ว ยืดหยุ่น และหาพาร์ทเนอร์เชื่อมโยงโอกาสด้วยการลงทุนแบบ Asset Light หมายถึงลงทุนแบบไม่ต้องลงเงิน แต่จับมือกับพันธมิตรให้ช่วยลงทุนให้ ล้วนเป็นทางรอดสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก และเจ้าของสินค้า นอกจากนี้จะต้องหันมาทบทวนตัวเองเพื่อเพิ่มช่องทางขายใหม่ๆ อย่างอีคอมเมิร์ซ และมีเดียคอมเมิร์ซ แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในช่องทางใหม่นี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และทำให้เข้าใจ Customer Journey ที่เปลี่ยนไปได้อย่างลึกซึ้ง”
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคไร้พรมแดน คุณหฤทัย ผาลีเสม ที่ปรึกษาธุรกิจ Centric Software ชี้ว่า แนวทางการทำ Digital Transformation เป็นทางออกสำหรับองค์กรที่อยู่ในระบบซัพพลายเชนค้าปลีก