“โมเดลธุรกิจของอีททิโก้ เป็นแผนธุรกิจที่เรียกว่า Yield Management หรือ Yield Utilization เกิดจากแนวคิดที่เชื่อว่า ร้านอาหารทุกร้านมีช่วงเวลาที่มีโต๊ะว่างอยู่ ผมจึงมองว่า หากโต๊ะว่างนั้นไม่สามารถทำกำไรให้กับทางร้านได้ แล้วทำไมคุณไม่เอาโต๊ะว่างมาขายให้กับเราแล้วเราจะนำโต๊ะว่างนั้นมาสร้างกำไรให้กับคุณ แม้ว่าคุณต้องลดราคาให้กับลูกค้า 30-50% หรืออาจไม่สามารถสร้างมูลค่าให้กับคุณได้เต็มจำนวน แต่อย่างน้อยร้านอาหารก็ยังมีรายได้เพราะก่อนหน้านั้นมันสร้างมูลค่าให้คุณ 0 บาท และถ้ามีวิธีการที่สามารถทำให้คุณมาหยิบเงินตรงนั้นได้ แล้วทำไมคุณจะไม่หยิบไป
โดยเราจะเก็บเงินจากร้านอาหารก็ต่อเมื่อเราส่งลูกค้าไปให้เขา เป็นการคิดค่าคอมมิสชั่นต่อหัว สมมติว่าเดือนนี้เราส่งลูกค้าไป 1,000 คน เราก็จะคุยตกลงกันว่า จะเป็นค่าคอมมิสชั่นของเราเท่าไหร่ ซึ่งทางร้านอาหารก็จะได้ข้อมูลของลูกค้าไปเก็บไว้โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวจัดการระบบ เช่น ร้านมี 100 โต๊ะ เราจะขอ 10% คือ 10 โต๊ะ เพื่อนำมาทำโปรโมชั่นในวันนั้นๆ ซึ่งโมเดลการสร้างรายได้มี 3 ระดับ คือ คำนวณจากยอดขายที่ต่ำกว่า 500 บาท ระดับ 500 – 1,000 บาท และมากกว่า 1,000 บาท ซึ่งอีททิโก้มีร้านค้าตั้งแต่Coffee World ไปจนถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว ลูกค้าสามารถจองโต๊ะได้ทุกช่วงเวลา เพราะในแต่ละช่วงเวลาก็จะมีส่วนลดไม่เท่ากัน โดยช่วงที่ได้ส่วนลดมากๆ ก็คือช่วงเวลาที่มีโต๊ะว่าง เราเคยคิดว่าในช่วงเวลาแบบนี้จะมีคนมาใช้บริการหรือไม่ แต่สุดท้ายก็มีคนมาใช้บริการจริงๆ”
ภูมินทร์ มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโตได้ดี อาจเป็นเพราะการจองร้านอาหารในรูปแบบเก่ายังตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ไม่ดีพอ เพราะที่ผ่านมา การจองโต๊ะในร้านอาหารลูกค้าไม่ได้อะไรกลับมา และมีร้านอาหารสักกี่แห่งที่ต้องมีการจอง
“เราจึงต้องสร้างแรงจูงใจเพื่อทำให้ลูกค้ามีการปรับพฤติกรรม และกระตุ้นให้เกิดการใช้บริการเพื่อผลักดันให้ตลาดเติบโตมากขึ้น ร้านอาหารก็ Win ลูกค้าก็ Win เราก็ Win ซึ่งแรงจูงใจที่ว่า เช่น การให้ส่วนลด ที่ทำให้ลูกค้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะวันนี้คนไทยยังไม่มาจองร้านอาหารล่วงหน้าโดยไม่ได้ส่วนลด แต่ลูกค้ายอมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเข้ามาใช้บริการในร้านก็เพื่อให้ได้ส่วนลดที่ดีกว่า แต่เราก็ต้องทำส่วนลดเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อร้านอาหารด้วย ซึ่งร้านอาหารก็สามารถทำกำไรได้มากขึ้นราว 8 – 19% หลังจากร่วมทำโปรโมชั่นกับเรา”