IHG ตั้งเป้าหมายการขยายการเติบโตของโรงแรมจากทุกแบรนด์ในประเทศไทย และโดยจะมุ่งเน้นการทำตลาดของพอร์ตโฟลิโอในฝั่ง Luxury and Lifestyle เพิ่มขึ้น 50%
ข้อมูลจากสมิธ ทราเวล รีเสิร์ช หรือ STR แสดงให้เห็นว่าอัตราการเข้าพักมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2564 โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีอัตราการจองที่พักอยู่ที่ 30%
IHG Search ระบุว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2564 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอันดับ 1 ที่ถูกค้นหามากสุดจากนักท่องเที่ยวทั้งอาเซียนและเกาหลี โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวหลายๆ คนตามมาด้วยภูเก็ต
พฤติกรรมการท่องเที่ยวหลังเกิดสถานการณ์ COVID-19 ทำให้การอยู่ร่วมกับครอบครัวก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนคาด หวัง ซึ่งทาง IHG มองว่าพฤติกรรม Intergeneration Family Living หรือการอยู่อาศัยของครอบครัวหลายช่วงวัยยังคงเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่ม ซึ่งคนกลุ่มนี้หันมาเที่ยวแบบ Luxury and Lifestyle
มากกว่า 70% ของคนไทยอยู่ร่วมกันสูงสุดถึง 4 รุ่น รองลงมาคือ 3 รุ่นด้วยกัน
การอยู่อาศัยแบบครอบครัวส่งผลให้สุขภาพจิตของสมาชิกในครัวเรือนดีขึ้นและสามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้ นอกจากนี้ครอบครัวส่วนมากต้องการความง่ายไม่ซับซ้อน (Simplicity Searchers) โดยเลือกใช้บริการเพื่อลดความยุ่งยากหรือยอมจ่ายเงินซื้อเพื่อแลกมากับความสะดวกสบาย ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้เข้ามาตอบโจทย์ Luxury and Lifestyle
ในปีที่ผ่านมา IHG มีการลงนามสัญญากับเจ้าของโรงแรมที่เป็นพันธมิตรกันมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การร่วมมือกับ AWC ในการสานต่อกลยุทธ์การเติบโตในการพัฒนาห้องพักกว่า 1,200 ห้อง รวมไปถึงการร่วมมือกับบริษัท สยามสินธรจำกัด (มหาชน) พัฒนาโครงการสินธรมิดทาวน์ (Sindhorn Midtown) ให้เป็นโรงแรมเดอะ วีนแยทท์ คอลเล็คชั่น (Vignette Collection) แห่งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท สมุย บ่อผุด บีช, สเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท พร้อมพงษ์ และอินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่ รีสอร์ท ฯ เป็นต้น