สิ่งหนึ่งที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 นอกจากการเที่ยวล้างแค้นแล้ว การพัฒนาโรงแรมก็เปลี่ยนไปเป็นรูปแบบบริการเฉพาะ (Select-service) มากขึ้น เวลานี้เครือโรงแรมโดยเฉพาะกลุ่มลักชูรีกลายเป็นกลุ่มแรกที่บุกเบิก “โรงแรมไลฟ์สไตล์” และต่างแข่งกันขยายแบรนด์พอร์ตโฟลิโอโรงแรมในเซ็กเมนต์นี้ เช่น
Accor ประกอบด้วย Museum Hotels, 25hours, Delano, Gleneagles, Hyde, JO&JOE, Mama Shelter, Mondrian, Morgans, Originals, SLS, SO/, The Hoxton, TRIBE
Hilton ประกอบด้วย Canopy by Hilton, Curio Collection by Hilton, Tapestry Collection by Hilton,Tempo by Hilton, Hilton's Motto, Graduate Hotels, NoMad
Marriott International ประกอบด้วย Autograph Collection, Tribute Portfolio, Moxy Hotels, CitizenM by Marriott International
Hyatt ประกอบด้วย The Standard, Unbound Collection by Hyatt, Motto by Hyatt
IHG Hotels & Resorts ประกอบด้วย Kimpton Hotel, Indigo, Ruby
สาเหตุเพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของโรงแรมที่หลากหลาย และเลิกพึ่งพาแค่แบรนด์เก่าแก่กันมากขึ้น แต่เหตุผลอะไรก็ไม่สำคัญไปกว่าการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
เชื่อไหมว่านักเดินทางรุ่นมิลเลนเนียลและเจน Z เข้ามามีอิทธิพลในการ Shape รูปแบบที่พักให้เป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีความคาดหวังและความชอบเฉพาะตัว ทำให้เครือโรงแรมต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ ด้วยการเสนอประสบการณ์พิเศษ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกับชุมชนมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่เฉพาะตัว นำประสบการณ์ท้องถิ่นในแต่ละทำเลมาเชื่อมโยงเข้ากับมิติทางศิลปะและงานฝีมือของศิลปินท้องถิ่น , Hotel Amenity หรือชุดของใช้ในโรงแรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ, วัตถุดิบที่นำมาใช้ภายในโรงแรม-ร้านอาหาร, การบริการของพนักงานที่เน้นนำเสนอตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น พร้อมให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ มากไปกว่าข้อมูลโรงแรม
รวมไปถึงจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมผ่านอีเวนต์คอนเสิร์ต ดีเจเซ็ต บรันช์ดนตรีสด และนิทรรศการผลงานของศิลปินท้องถิ่น ซึ่งโรงแรมไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่สามารถสร้างสัดส่วนรายได้จากอาหารและงานอีเวนต์ได้มากถึง 30-40% เลยทีเดียว
จะเห็นได้ว่าแบรนด์โรงแรมไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เหล่านี้ช่วยให้เครือโรงแรมขนาดใหญ่สามารถรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดของแบรนด์
ความจริงแล้วคอนเซ็ปต์ของโรงแรมไลฟ์สไตล์ไม่ต่างไปจากบูติคโฮเทลเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่บูติคโฮเทลไม่ใช่เครือโรงแรมขนาดใหญ่ เลยเสียเปรียบในแง่ของราคา ผิดกับเครือโรงแรมขนาดใหญ่ที่มี Economy of scale เลยทำราคาได้ดีกว่าบวกกับมาตรฐานการให้บริการระดับพรีเมียม เลยทำให้นักท่องเที่ยวเลือกที่จะใช้บริการโรงแรมไลฟ์สไตล์จากค่ายเครือโรงแรมมากกว่า
อุตสาหกรรมโรงแรมหลายประเทศในยุโรปมีตัวเลขชี้ชัดว่า จำนวนโรงแรมไลฟ์สไตล์เติบโตขึ้นเท่าตัว เฉพาะที่ฝรั่งเศสพบว่าครองตลาดโรงแรมไลฟ์สไตล์ โดยมีอัตราการเติบโต 30% ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไป จากการวิเคราะห์ของ KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีระหว่างประเทศ คาดการณ์ว่าจะมีการสร้างห้องพักใหม่ 18,000 ห้องในฝรั่งเศสภายในปี 2568
แนวโน้มตัวเลขที่เพิ่มขึ้นคงพอจะส่งสัญาณได้ว่าโรงแรมไลฟ์สไตล์มียอดจองที่ดีกว่า และทำกำไรได้ดีกว่าโรงแรมในรูปแบบเดิมแค่ไหน เพราะโรงแรมประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าโรงแรมทั่วไปถึง 10-11%
แน่นอนว่าในฐานะที่ไทยเป็น Global Destination ย่อมทำให้โรงแรมไลฟ์สไตล์ในบ้านเราอยู่ในกราฟขาขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งการเติบโตของโรงแรมไลฟ์สไตล์ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมโรงแรมที่มุ่งสู่การให้บริการที่เน้นประสบการณ์เฉพาะบุคคลมากขึ้น และคาดว่าจะขยายตัวต่อไปเพื่อรองรับดีมานด์จากทั้งฝั่งของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว
แม้ว่ากลุ่มโรงแรมไลฟ์สไตล์จะมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใส แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ผู้ประกอบการโรงแรมต้องเผชิญ เพราะการเน้นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์และล้ำสมัยอาจนำไปสู่ต้นทุนการก่อสร้างและการออกแบบตกแต่งภายในที่สูงขึ้น แต่นี่คงจะเป็นเส้นทางที่จำเป็นต้องมุ่งไป และทำให้เส้นแบ่งระหว่างโรงแรม “ไลฟ์สไตล์” และ “แบบดั้งเดิม” บางลง เพราะโรงแรมไลฟ์สไตล์กำลังขึ้นมาเป็น New Normal ของการพัฒนาโรงแรมในอนาคตนั่นเอง