กลยุทธ์ที่ 1 “บิ๊กดาต้า”
หัวใจสำคัญของการสร้างการเติบโตของแม็คโครนั้น จะมาจากมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือการสร้างฟอร์แมตของสโตร์ขึ้นมาเพื่อรองรับกับโอกาสทางการตลาด ซึ่งตัวอย่างที่สะท้อนในเรื่องนี้ได้ดีก็คือการเปิดฟอร์แมตของสโตร์ที่เป็น “แม็คโครฟู้ดเซอร์วิส” เพื่อเจาะเข้าไปหาลูกค้าที่ทำธุรกิจร้านอาหารที่เรียกว่า HoReCa หรือ Hotel Restaurant และ Catering ซึ่งเป็นการสร้างธุรกิจที่เป็น “ขาที่สอง” นอกเหนือจากการขายส่งให้ร้านโชวห่วย และลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปใช้เองอย่างพวก บริษัท โรงเรียน หรือครอบครัวขนาดใหญ่
ปัจจุบัน แม็คโครมีฐานสมาชิกอยู่มากกว่า 3 ล้านราย ในจำนวนนั้น 70% จะเป็นลูกค้าผู้ประกอบการที่แยกเป็นลูกค้าโชวห่วย 7 แสนราย และลูกค้าที่เป็นร้านอาหารอีก 5 แสนราย ส่วนที่เหลือ 30% จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่สินค้าไปใช้เอง อาทิ กลุ่มธุรกิจ โรงเรียน และครอบครัวขนาดใหญ่
ที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการนั้น จะมีความถี่ในการมาซื้อสินค้าค่อนข้างสูงคือเฉลี่ยสัปดาห์ละครั้งสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ส่วนร้านโชวห่วยจะซื้อสินค้าในความถี่ 1 – 2 สัปดาห์ต่อครั้ง มีการใช้จ่ายต่อบิลประมาณ 2,800 – 3,000 บาท
แม็คโคร เข้าใจพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแต่ละกลุ่มเป็นอย่างดี ด้วยกลยุทธ์ในเรื่องของบิ๊กดาต้าที่มีการแท็กลูกค้ามานาน ซึ่งจะแม็คโครจะมีการทำลอยัลตี้ โปรแกรม เพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการมีทีมงานที่เป็น Customer Development Official รวมถึง Customer Development Manager ออกไปเยี่ยมลูกค้าถึงร้าน ในกรณีที่ร้านค้าเข้ามาซื้อสินค้าที่แม็คโครในความถี่ที่น้อยลง โดยจะเข้าไปดูเพื่อให้คำแนะนำ พร้อมหาแนวทางในการเพิ่มยอดขายให้กับลูกค้า
การทำในเรื่องของบิ๊กดาต้านั้น แม็คโครมีการสร้างดิจิทัล แพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อการนี้โดยตรง โดยจะมีการทำลอยัลตี้ โปรแกรมผ่านเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ รวมถึงการแท็กผ่านการทำแคมเปญในรูปแบบดิจิทัลแคมเปญด้วย
กลยุทธ์ที่ 2 “สโตร์ ฟอร์แมต”
ที่ผ่านมาแม็คโคร ได้ขยายสาขาในประเทศเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ สาขาสุขุมวิท 22, สาขาลำลูกกา จ.ปทุมธานี, สาขาถนนจันทน์ และ สาขาแพรกษา จ.สมุทรปราการ ส่งผลให้ปัจจุบันแม็คโครมีสาขาในประเทศไทยรวม 144 แห่ง ขณะที่กลุ่มโลตัสส์ประเทศไทย ปัจจุบันมีสาขาจำนวนกว่า 2,600 สาขา โดยคาดว่าในปี 2565 นี้ ทั้ง 2 กลุ่มจะมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยแม็คโครมีรูปแบบสาขาที่หลากหลายทั้งสโตร์ขนาดใหญ่ สโตร์ขนาดกลาง - เล็ก และสโตร์ที่เป็นแม็คโคร ฟู้ด เซอร์วิส ที่ขายสินค้าประเภทฟู้ดให้กับผู้ประกอบการ HoReCa
หากมองในเรื่องของ Catchment Area ของสาขาแต่ละสาขาจะพบว่า มีรัศมีอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตร ทำให้ในบางจังหวัดที่เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ แม็คโครมีการเปิดสาขาถึง 2 สาขา แต่หลังจากนี้ไป รัศมีทำการของแต่ละสาขาอาจจะกินระยะทางที่สั้นลง เนื่องจากการมีฟอร์แมตของสาขาที่หลากหลาย
โดยเฉพาะกับสาขาในรูปแบบของ “ฟู้ดเซอร์วิส” ที่มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสามารถเข้าไปรองรับกับกำลังซื้อของผู้ประกอบการร้านอาหารที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องเปิดสาขาขนาดใหญ่
การมีฟอร์แมตของสโตร์ที่หลากหลายนี้ ยังเข้ามาช่วยในเรื่องของการขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย อย่างการขยายสาขาออกไปยังประเทศอินเดียที่มีร้านโชวห่วยค่อนข้างเยอะ และดูแลโดยเจ้าของเดียว ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ทำให้มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ แม็คโครจึงไม่เน้นการลงทุนในสาขาขนาดใหญ่ที่ใช้พื้นที่เยอะ แต่ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมโดยเน้นขยายสาขาเพื่อกระจายให้เข้าถึงลูกค้า โดยสาขาในต่างประเทศล่าสุดมีทั้งหมด 5 สาขา แบ่งเป็น กัมพูชา 2 สาขา, อินเดีย 3 สาขา ซึ่งแม็คโครพร้อมเดินหน้าเปิดในประเทศจีนที่จะมีการนำเอาฟอร์แมตของฟู้ดเซอร์วิสเข้าไปเปิด และในประเทศเมียนมา