อย่างไรก็ดี ตลาดกัญชงในประเทศไทยมีมูลค่ามหาศาลตามมูลค่าตลาดสุขภาพความงามและการแพทย์เนื่องจากเป็นสมุนไพรธรรมชาติที่มีสรรพคุณด้านการรักษาสามารถตอบโจทย์เทรนด์ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติหรือออแกนิคที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียล กลุ่มแม่และเด็ก และผู้สูงอายุ ที่มีการขยายตัวประมาณ 20% ในช่วงปี 2560-2564 สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารกรุงศรีที่ระบุเอาไว้ว่าใน 2564 คาดว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีกัญชงผสมจะมีมูลค่า 280 ล้านบาท รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารจากกัญชง 240 ล้านบาท ยาและอาหารเสริมจากกัญชง 50 ล้านบาท เครื่องแต่งกายที่ทำด้วยใยกัญชง 30 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลประเมินว่ายังอยู่ในช่วงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีการนำกัญชงไปใช้มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท รวมทั้งคาดการณ์ว่าตลาดกัญชงไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 15,770 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 126% ต่อปี ซึ่งในปีนี้ GTG ตั้งเป้ารายได้ 270 – 300 ล้านบาทและเฉลี่ยเติบโตปีละ 55% และอีก 3 ปีคาดว่าจะสามารถมีส่วนแบ่งทางการตลาดได้ถึง 6.3% จากมูลค่ารวมของตลาดสินค้ากัญชงไทย
“ปัจจัยสำคัญของการสนับสนุนให้กัญชงในประเทศเพื่อเป็นบันไดก้าวแรกของการผลักดันกัญชงให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศได้สำเร็จ จำเป็นจะต้องสนับสนุนให้มีการใช้สารสกัดจากกัญชงในตลาดสินค้าคอนซูเมอร์อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในกลุ่ม เครื่องสำอาง ของใช้ดูแลส่วนบุคคลในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพู รวมไปถึงกลุ่มยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสร้างความเข้าใจและการรับรู้เพื่อตอบโจทย์ตลาดสินค้าคอนซูเมอร์ว่าสารสกัด CBD จากกัญชงไม่ใช่สารมึนเมาอีกต่อไป แต่เป็นส่วนประกอบที่มีสรรพคุณในการรักษาและดูแลสุขภาพจากธรรมชาติ และหัวใจสำคัญคือการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของกัญชงไทยเพื่อสร้างมูลค่าให้กับกัญชงให้ยืนอยู่ในตลาดได้อย่างยั่งยืน” กฤษณ์ กล่าวเสริม