Key Success Model
โมเดลการทำธุรกิจที่เป็นเหมือนสูตรลับความสำเร็จของ UNIQLO ก็คือ SPA Model อันเป็นชื่อย่อมาจากคำว่า Specialty Retailer of Private Label Apparel ที่เน้นการใช้ต้นทุนต่ำ แต่สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพสูง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการทำธุรกิจเสื้อผ้าลำลองของ UNIQLO เลยทีเดียว
คีย์เวิร์ดดังกล่าว ยังถือเป็นการสร้างตลาดแมสยุคใหม่ ที่แตกต่างจากตลาดแมสแบบเดิมๆ ซึ่งเน้นไปที่สงครามราคา ปริมาณ จนละเลยเรื่องคุณภาพ ดีไซน์ของแบรนด์ ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ระบบการควบคุมและตรวจสอบของ UNIQLO เป็นเสมือนมาตรวัดรักษาคุณภาพและความพอดีของต้นทุน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การจัดจำหน่าย จนถึงกระบวนการค้าปลีก ซึ่งในระยะหลังๆ ดูเหมือน UNIQLO จะเอ็นจอยกับโมเดลร้านค้าแบบ Large Format อย่างมาก เพราะมันสร้างทั้งประสบการณ์และการเติบโตของยอดรายได้ให้ไม่น้อย
Product Development System
สำหรับโมเดลการทำงานที่ญี่ปุ่นและในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ UNIQLO ตั้งแต่การเริ่มต้นคิดวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ R&D Centers ที่โตเกียว และนิวยอร์ก โดยพวกเขาจะพยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ ข่าวสารในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์และวัสดุ เพื่อกำหนดออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ในแต่ละคอลเล็คชั่น ซึ่งระบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ได้สร้างคุณค่าที่ใหม่และน่าตื่นเต้นให้กับแบรนด์ของ UNIQLO อีกด้วย โดยจะมี Product Development System ของ UNIQLO ที่เรียกว่า Global One
เป็นระบบที่มองว่า สินค้าของทุกสาขา ไม่ว่าคุณจะเข้าร้านสาขาไหน ก็จะต้องมีของเหมือนกัน ซึ่งในแง่ของ Standard จะขึ้นอยู่กับไซส์ของร้านด้วย เป็นระบบที่ใช้ทั่วโลก เพื่อปรับตัวตามความแตกต่างของแต่ละประเทศ นี่คือหนึ่งใน Standard ที่พยายามทำให้ได้ เพื่อตอบรับกับความแตกต่างของแต่ละประเทศ โดยตัวอย่างของการ Adapt to Local ก็มีเช่น เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ก็วางขายเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อนให้ตลอดทั้งปี เป็นต้น
The Unique Backbone
อีกส่วนที่มีความสำคัญและสร้างความแตกต่างให้กับ UNIQLO เป็นอย่างมากนั่นก็คือ กระบวนการผลิตและจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งถือเป็น Killer Model ของหลายๆ ธุรกิจ อย่างเช่น IKEA หรือ ZARA เพราะการสร้างธุรกิจรีเทลในระดับโลกสมัยนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องสร้างความได้เปรียบผ่านแนวความคิดเรื่อง Material Procurement & Production เพราะธุรกิจไม่สามารถล่อลวงลูกค้าด้วยป้ายราคาแบบลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ได้อีกต่อไป ในเมื่อราคาสินค้าอยู่ในระดับ Affordable อยู่แล้ว
กระบวนการผลิตและจัดหาวัตถุดิบในไทยนั้น สินค้าส่วนใหญ่ก็จะนำเข้ามาจากซัพพลายเออร์และแหล่งผลิตในประเทศจีน บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และกัมพูชา ซึ่ง UNIQLO เองก็กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ในรายของผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในไทยอยู่เช่นกัน โดยจะต้องสามารถ Match กับคุณภาพสินค้าในระดับของ UNIQLO ต้องการได้ด้วย
ขณะที่สินค้าส่วนใหญ่จะผลิตในประเทศจีน คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 90% เพราะอย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่า ต้นทุนการผลิตในจีนค่อนข้างต่ำ แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อแนวโน้มค่าแรงการผลิตในจีนเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ UNIQLO ต้องมองหาผู้ผลิตรายอื่นในประเทศต่างๆ ไม่เฉพาะแค่ในเมืองไทยเท่านั้น โดยประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การรักษาระดับคุณภาพตามที่ UNIQLO เคยทำได้มาตลอด การปรับตัวดังกล่าว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของการทำงานเพื่อตอบสนองเป้าหมายสูงสุดที่ Business Model ต้องการนั่นคือ คุณภาพระดับสูง (High Quality) นั่นเอง
นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง UNIQLO และผู้ผลิตอีกกว่า 70 บริษัททั่วโลก ยังถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดในการสร้าง Long Term Partner โดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานการผลิตนอกประเทศเสียเอง ซึ่ง UNIQLO จะมีการสนับสนุนพาร์ทเนอร์-ผู้ผลิตด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการผลิต ขณะเดียวกัน UNIQLO ก็ได้ใส่แนวคิดเรื่อง Quality Management ของตนลงไปด้วย ทำให้พวกเขาสามารถรักษาระดับมาตรฐานของคุณภาพได้ แม้จะต้องผลิตในปริมาณที่มากถึง 1 ล้านยูนิตก็ตาม
ที่สำคัญ จำนวนการผลิตที่มากพอ ยังทำให้ UNIQLO สามารถต่อรองกับซัพพลายเออร์ หรือผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิตระดับโลกได้โดยตรง อย่างเช่น ในรายของ TORAY INDUSTRIES ซึ่งถือเป็น Global Textile Manufacturer ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์รายสำคัญที่สร้างนวัตกรรมเส้นใยใหม่ๆ ให้กับ UNIQLO อย่างเช่น HEATTECH เป็นต้น อันเป็น Key Strength หรือจุดแข็งสำคัญของแบรนด์ด้วย
ส่วนในญี่ปุ่นจะมีระบบการผลิต วางแผน เพื่อการผลิตสินค้าจำนวนมากๆ ให้ได้คุณภาพ โดยจะมีกลุ่มคนที่เรียกว่า “ทาคุมิ” หรือทีมผู้เชี่ยวชาญมือโปร มาคอยคุมคุณภาพในโรงงานการผลิตทุกที่ทั่วโลก ทำให้ไม่ว่าประเทศไหน เราก็จะได้คุณภาพที่ดีเหมือนกันทุกโรงงาน โดยมีวิธีการเลือกโรงงานด้วย อย่าง UNIQLO ต้องผลิตสินค้าจำนวนมาก แต่จะไม่มีการส่งของคืนโรงงานเหมือนเจ้าอื่น เพราะมองโรงงานเป็น Partnership รายหนึ่งของบริษัท จะต้องช่วยกันทำงาน จึงต้องขายให้ได้หมดทุกชิ้น เพราะสั่งผลิตสินค้าเยอะมาก ถ้าขายไม่หมด ภาระก็จะอยู่ที่ UNIQLO เอง แต่การที่สั่งเยอะ หมายความว่า ราคาต่อหน่วยถูกลง จึงต้องมีการวางแผนการกระจายสินค้าที่ดีด้วย
ทั้งหมดนั้นคือส่วนหนึ่งของเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ UNIQLO กลายเป็นกรณีศึกษาที่ยังคงความน่าสนใจแบบไม่เสื่อมคลาย.....