แต่เมื่อเมเจอร์ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “มูฟวี่ เดย์” คือลดราคาตั๋วหนัง จากร้อยกว่าบาทจนถึง 200 ต้นๆ มาอยู่ที่เฉลี่ย 120 บาท ซึ่งค่าตั๋วราคานี้ ได้กลายมาเป็นตัวสร้างพฤติกรรมการดูหนังขึ้นมาใหม่ คือมีคอหนังหลายคนที่เลือกเข้าโรงหนังใน วันพุธจนติดเป็นนิสัย ผลก็คือเมเจอร์สามารถสร้างโอกาสในการขายตั๋วหนังได้เพิ่มเป็น 5 วันต่อหนึ่งสัปดาห์
มูฟวี่ เดย์ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ค่อนข้างได้ผล เพราะยังสามารถดึงคนบางกลุ่มอย่างคนทำงานห้าง ให้เข้ามาดูหนัง ในวันพุธ ซึ่งเป็นการเก็บตกหนังที่หมายตาเอาไว้ที่เข้าโรงวันแรกตั้งแต่พฤหัสบดีที่แล้ว กลายเป็นอีกกลุ่มก้อนที่เข้ามาช่วย สนับสนุนให้โรงหนังมีความคึกคักในช่วงกลางสัปดาห์
นอกจากการใช้ Pull Strategy ผ่านกลยุทธ์ราคา เพื่อดึงให้คนเข้ามาดูหนังมากขึ้นแล้ว เมเจอร์ยังใช้ Push Strategy ด้วยการเข้าไปเปิดโรงหนังในต่างจังหวัดที่เป็นจังหวัดขนาดเล็ก และอำเภอขนาดใหญ่ ด้วยการเกาะไปกับผู้พัฒนาที่ดินเพื่อ การค้าปลีกอย่าง โลตัส บิ๊กซี หรือกลุ่มเซ็นทรัลที่มีการเปิดโมเดลศูนย์การค้าในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมถึงศูนย์การค้าและ ห้างสรรพสินค้าของผู้ประกอบการท้องถิ่น ในจำนวนโรงต่อศูนย์ไม่มากนัก ประมาณ 2- 3 โรง เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงคน ในพื้นที่ให้เข้ามาดูหนังในความถี่ที่มากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา และตัวหนังที่เหมาะสมเพื่อให้แมตช์กับความต้องการของ คนในพื้นที่
นอกจากการเป็นเจ้าของโรงหนังแล้ว อีกหนึ่งบทบาทของเมเจอร์ก็คือการเป็นผู้นำเข้าหนังต่างประเทศ และสร้าง ภาพยนตร์ไทย ซึ่งในส่วนหลังนี้ ถูกมองว่าจะเป็นตัวช่วยในการดึงคนเข้าโรงโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่หนังไทยที่เป็น “เทียร์ 2” ยังเป็นหนังยอดนิยมของพวกเขา
ว่าไปแล้ว กลยุทธ์ราคา กลายมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของการใช้เป็นเครื่องมือในการดึงคนให้เข้ามาชม ภาพยนตร์ของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ซึ่งเบื้องหลังของการใช้กลยุทธ์นี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการใช้กลยุทธ์ราคาที่ไม่ส่งผล กระทบต่อโครงสร้างโดยรวมของการทำตลาดทั้งหมด