“คำถามที่เราต้องถามตัวเองตอนนี้ก็คือ ผู้บริโภคยังเชื่อในแบรนด์หรือโฆษณาอยู่หรือเปล่า? ยังใช้ของเหมือนเดิม ใช้ยี่ห้อเดิมอยู่หรือเปล่า? เราลองมาฟังตัวเลขเหล่านี้กัน 88.3 ล้าน คือยอดคนติดตามของ Top Youtuber คนเดียว ซึ่งมากกว่าประชากรประเทศไทยอีกนะ ส่วน Tiktoker ชื่อ Khaby Lame เป็นคนอิตาลีมีคนติดตามอยู่ 142.2 ล้าน มากกว่าประชากรไทย 2 เท่า หรือนักฟุตบอลอย่าง Cristiano Ronaldo คนเดียวก็มีคนติดตามใน IG มากกว่า 459 ล้านคน
ถ้าเรามองตรงนี้เป็นวัฒนธรรมนะ วัฒนธรรมของ Youtuber 1 คน มีคน Follower 88 ล้าน แล้วโลกเรามี Youtuber กี่คน เอาแค่ในเมืองไทยก็ไม่กระจอกนะ มีเป็น แสน เป็นล้าน follower เหมือนกัน เพราะฉะนั้นนี่คือวัฒนธรรมของ Youtuber วัฒนธรรมของ Youtuber แปลว่าอะไร แปลว่าเขาชอบดูวิดีโอที่จะไม่ใช่เรื่อง จะ Long From Short From ไม่สำคัญ ดูหมด จะเป็น DIY เป็น History เป็นอะไรก็ได้ วัฒนธรรม ของ Youtuber, Instargram เป็นเรื่องของ Celebrity Follow ส่วนคนติดตาม Ronaldo ก็เพราะชอบฟุตบอล นั่นคือวัฒนธรรมของเขา”
ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด วีรดิษพยายามจะบอกว่าวงการโฆษณากำลังเดินมาถึงยุคที่คนทั่วไปก็สามารถที่จะสร้างคอนเทนต์และสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาเองได้ และเมื่อคนสร้างวัฒนธรรมได้ วัฒนธรรมต่างหากจะเป็นตัวที่สร้างงานโฆษณาที่ดี
“หน้าที่ของเราคืออะไร หน้าที่ของเราคือ Marketer คือ Communication ถ้าเราจะอยู๋รอดจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ผมมีความรู้สึกว่าข้อดีคือ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำโฆษณา แต่ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่วงการโฆษณา ความคิดสร้างสรรค์มันมี Creativity หน้าที่ของ Creativity คือ Unlocks Potential, Solves Problem and Provides Solutions เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาดูตัวเองว่า ในเมื่ออุตสาหกรรมมันเปลี่ยนไปอย่างนี้แล้ว ทุกวันนี้เคยซื้ออะไรโดยไม่ถามเพื่อนก่อนไหม ผู้บริโภคเลือกที่จะดูรีวิวก่อน หรือถามเพื่อนก่อน ยุคนี้มันไม่ Make Sense ที่จะเชื่อโฆษณา ในเมื่อเราสามารถถามคนได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงต้องเอาตัวไปอยู่ใน Culture ให้ได้เพื่อที่จะเอา Brand เข้าไปสนุกสนานกับ Culture
ส่วนจะเข้าไปได้อย่างไร ปัจจุบันนี้ Culture เป็น Fragmented ทุกวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า คนหนึ่งคนสามารถสร้างวัฒนธรรมที่มีคนชื่นชอบเหมือนกันได้ 88 ล้านคน เพราะฉะนั้นทุกวันมันจะมี Culture ใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอ”
วีรดิษ ตั้งข้อสังเกตว่าถึงเวลาแล้วที่คนโฆษณาก็ต้องกับมาดูตัวเอง ว่าในเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคมันเปลี่ยนไป สิ่งที่คนโฆษณาสร้างในสมัยก่อนถูกไดร์ฟผ่านสื่อทีวี สิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ เราเรียกมันว่า IMC แล้วก็บอกว่าถ้าเราทำทั้งหมดนี้คุณจะได้คำว่า Brand Experience แต่จริงๆ แล้วมันเรียกว่า Brand Exposure มากกว่า
“ถามว่าทุกวันนี้เราจะซื้ออะไรเราไม่ถามเพื่อนก่อนไหม จะซื้อมือถือก็ถาม จะฉีดวัคซีนก็ถามเพื่อน ยุคนี้มันเลยไม่ Make Sense ที่จะเชื่อโฆษณา ในเมื่อเราสามารถถามคนรอบข้างได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
ที่สำคัญคือ เราเอาวัฒนธรรมมาเทียบเป็น Media Space ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะคิดแค่ว่าคนนี้มีผู้ติดตาม 88 ล้านคน เดี๋ยวเราเอาแบรนด์ไปลงจบ คิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะคนหนึ่งคนจะมีคนติดตามขนาดนี้แสดงว่าเขาต้องมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจอะไรบางอย่างให้คนยอมติดตาม เพราะว่าเขาเป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่ Media Space แต่คุณต้องไปศึกษาวัฒนธรรมของเขาก่อนว่าเขาทำอะไร เขาถึงมีคนติดตามเกือบ 100 ล้านคน แล้วถ้าคุณจะไปใช้ Space ของเขา คุณก็ต้องทำคอนเทนต์ให้คล้ายกับของเขา และที่สำคัญคือต้องมี Speed ต้องไปให้เร็วกว่าวัฒนธรรมที่เขาสร้าง”