ใช้นวัตกรรมนำตลาด มุ่งตอบโจทย์คน New Gen
แม้ว่าแบรนด์ CHAMÉ จะประสบความสำเร็จกับการปักธงในตลาดคอลลาเจนจนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ CHAMÉ ก็ยังคงสร้างกลยุทธ์การทำตลาดใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การสร้าง New Flagship ด้วยการพัฒนาคอลลาเจนสูตรใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้กับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ แบบครอบคลุมทุกปัญหา โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่าน CHAMÉ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยจุดขายที่สามารถครองใจผู้บริโภคถึง 3 ปีซ้อน ได้แก่ “ชาเม่ คอลลาเจน พลัส” สูตรขายดีอันดับ 1 และ “ชาเม่ คริสตัล คอลลาเจน” ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างยิ่งขึ้น ถือเป็นการตอกย้ำกับความมุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความงามและสุขภาพ เพื่อเติมเต็มและแก้ปัญหาอย่างตรงจุดแบบองค์รวม
“CHAMÉ มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว เราพัฒนาชาเม่ ซายเอส ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารเสริมเพื่อการดูแลรูปร่าง ตลาดทั่วไปจะเป็นแคปซูล แต่เราพัฒนาขึ้นใหม่เป็นแบบกรอกปากสามารถดูดซึมได้ทันที กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่วัยรุ่นชอบมาก และมีรสชาติอร่อยทำให้การลดน้ำหนักไม่น่าเบื่อ ทำให้ได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก Best Selling Innovative - Slimming Food Powder, HWB Awards 5 ปีซ้อน ส่งผลให้ CHAMÉ มีความโดดเด่นในตลาดมากขึ้น”
ที่น่าสนใจ คือ CHAMÉ ยังมีการวางกลยุทธ์ด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เพื่อขยายตลาดไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ คือกลุ่มวัยรุ่น และผู้สูงวัย ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ถึง 3 กลุ่ม ได้แก่ “CHAMÉ Gen Me” นวัตกรรมวิตามินคอลลาเจนกรอกปากจากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อขยายฐานไปกลุ่ม Gen Z และ Y “CHAMÉ Multi Plant Protein” สูตรพลัสคอลลาเจน และสูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ โปรตีนทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ ผู้ที่แพ้โปรตีนจากสัตว์ ผู้ป่วยเบาหวาน และกลุ่มผู้สูงอายุ และ “CHAMÉ Probiotic 9 in 1” ผลิตภัณฑ์เสริมภูมิคุ้มกันและปรับสมดุลลำไส้ ลดอาการท้องผูก ลดภาวะอักเสบในร่างกาย และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอย่างมีประสิทธิภาพ
CHAMÉ ยังมองเห็นเทรนด์การเติบโตของตลาด Beauty & Skincare ในประเทศไทย ที่คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าสูงถึง 140,000 ล้านบาท จึงได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ในชื่อ “DE CHARM” เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ระดับไฮเอนด์ในกลุ่มสกินแคร์ และเมคอัพสกินแคร์ โดยชูจุดเด่นของการเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ใช้เวลาทำการวิจัยค้นคว้าถึง 2 ปี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคไทยด้วยคุณค่าของสารสกัดจากธรรมชาติ BIO PINK OIL ยีสต์สีชมพูจากทะเลทรายอาตากามา ประเทศชิลี เอกสิทธิ์เฉพาะของ DE CHARM
CHAMÉ & DE CHARM แบรนด์นวัตกรรมเพื่อคนรุ่นใหม่
คุณนันท์ฐณิชา ได้วิเคราะห์ภาพรวมของโครงการแบรนด์ใน Portfolio หลังการเปิดตัวแบรนด์ DE CHARM เข้าสู่ตลาดสกินแคร์ และเมคอัพสกินแคร์ โดย CHAMÉ จะเปรียบเป็น Umbrella Brand ที่ทำตลาดมาอย่างยาวนานในฐานะผู้นำตลาดด้านบิวตี้เพื่อสร้างการรับรู้ว่า CHAMÉ เท่ากับ Beauty Product โดย Brand Position ของ CHAMÉ เทียบเท่ากับ Holistic Brand ที่คอยดูแลสุขภาพผิวอย่างองค์รวมทั้งภายนอกและภายใน
“เมื่อเรามีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่ทานแล้วเห็นผล เราจึงอยากโฟกัสในเรื่องของสกินแคร์ซึ่งเป็นเรื่องการดูแลผิวพรรณจากภายนอกมากขึ้น แต่เรายังอยากให้ CHAMÉ มีความชัดเจนในเรื่องของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เราจึงแตกแบรนด์ DE CHARM ออกมา ซึ่งมีความพรีเมียมกว่า มีภาพลักษณ์ที่เหมือนเคาน์เตอร์แบรนด์ในระดับราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่า โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่โตขึ้น เพื่อมาเติมเต็มให้ CHAMÉ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้แบบองค์รวม คือ CHAMÉ ดูแลจากข้างใน ส่วน DE CHARM จะดูแลสุขภาพผิวภายนอก”
โดยกลุ่มเป้าหมายของ CHAMÉ จะมีอายุประมาณ 18 ปีขึ้นไป ที่ต้องการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่าย CHAMÉ จึงตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ด้วยผลิตภัณฑ์ในรูปแบบซองซาเช่เพื่อจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ แนวคิดนี้ยังทำให้ CHAMÉ สามารถโฟกัสกลุ่มเป้าหมายได้ตั้งแต่กลุ่ม Millennials ไปจนถึง First Jobber ในขณะที่แบรนด์ DE CHARM จะโฟกัสกลุ่มที่อายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป ซึ่ง DE CHARM จะมีความเป็น Affordable & Luxury Brand
“ถ้าเปรียบเป็นคน CHAMÉ จะมีคาแร็กเตอร์ที่มีความ Lively ดูมีเสน่ห์ มีความเป็นมิตร และมีความเป็น Fashionable จากการแต่งตัวของเขา เป็นคนที่อยู่ในวัยเพิ่งเริ่มต้นทำงาน เริ่มดูแลตัวเอง ส่วน DE CHARM จะเป็นคนที่มีคาแร็กเตอร์ดูเรียบนิ่ง และมีความหรูหรามีสไตล์”
คุณนันท์ฐณิชา ยังมองว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูงโดย เฉพาะในเรื่องการใช้สื่อ และการตัดสินใจซื้อสินค้าซึ่งปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่จะใช้ชีวิตอยู่บนโซเชียลมีเดีย และมีรูปแบบการตัดสินใจซื้อจากการดูรีวิวจากกลุ่มคนที่มีอิทธิพลทางความคิด เช่น ลูกค้าตัวจริงที่ซื้อและใช้สินค้านั้นๆ รวมถึงการสอบถามเพื่อน คนใกล้ชิด รวมถึงการหาข้อมูลสินค้าจากบริษัทหรือแบรนด์นั้นๆ
“ปัจจุบันผู้บริโภคมีการตัดสินใจซื้อที่ยากขึ้น แต่จะซื้อในช่องทางที่ซื้อได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงไปสู่เรื่องการสื่อสาร จากเดิมที่เน้น Quality Lead และ Presenter Lead แต่ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในรูปแบบ New Generation มากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น กลุ่ม Millennials และสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่มีความต้องการที่หลากหลาย โดยสื่อสารผ่านกลุ่มคนที่เป็นผู้นำทางความคิด เช่น บล็อกเกอร์ หรือเป็น KOL ที่มีการใช้สินค้าของ CHAMÉ มาอย่างยาวนาน และเป็น Loyalty Customers ตัวจริง”