ดร.ธราภุช จารุวัฒนะ นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) กล่าวว่า “ด้วยอัตราส่วนตัวเลขด้านสื่อ Digital ที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีการนำรายได้จากสื่อของจากต่างประเทศเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งความพยายามที่จะกำหนดความถูกต้องของตัวเลขที่เผยแพร่นั้นประกอบด้วย 3 วิธีดังนี้
1. วิธีที่ 1 การหา deduction ของแต่ละสื่อโดยการเปรียบเทียบข้อมูลจาก Adex ของ Nielsen กับตัวเลขรายงานรายได้โฆษณาของสื่อ จากรายงานประจำปีของบริษัทเจ้าของสื่อโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งวิธีนี้คือสามารถใช้ได้กับสื่อโทรทัศน์, Outdoor, Transit, In store and Cinema ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของสื่อจะ listed ในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว
2. วิธีที่ 2 การหา deduction ของแต่ละสื่อโดยการเปรียบเทียบข้อมูลจากการเปรียบเทียบข้อมูลจาก Adex ของ Nielsen และส่วนลดของค่าโฆษณาของเอเยนชี่โดยรวมซึ่งวิธีนี้คือสามารถใช้ได้กับสื่อหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวิทยุ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมแก่ธุรกิจโฆษณาในภาพรวมมากที่ สุดเนื่องจากวิถีการซื้อและลงทุนด้านสื่อส่วนใหญ่มักถูกดำเนินการผ่านเอเยนชี่เป็นหลัก
3. วิธีที่ 3 การคำนวณหายอดโฆษณาออนไลน์ โดยใช้ข้อมูลจาก Online Ad report ของ DAAT และข้อมูลจากกรมสรรพากรที่มีการเรียกเก็บภาษีที่มีการเรียกเก็บจาก platforms ออนไลน์ต่าง ๆ ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่ายอดโฆษณาออนไลน์ในครึ่งปี 65 จะสูงถึง 38,422 ล้านบาท
การใช้วิธีที่ 1 และ วิธีที่ 2 แสดงให้เห็นถึงภาพที่แตกต่างมากขึ้น โดยสื่อออนไลน์จะมีสัดส่วนมากขึ้นจาก 21% ขึ้นมาเป็น 38% ซึ่งใกล้เคียงกับสื่อโทรทัศน์ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 41%
หากรวมวิธีคำนวณแบบที่ 3 ที่ได้นำข้อมูลจากกรมสรรพากร มาใช้คำนวณยอดโฆษณาออนไลน์เข้าไป เราจะเห็นภาพ media landscape ที่แท้จริงของประเทศไทยที่สื่อออนไลน์ได้แซงสื่อทีวีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นภาพเดียวกันกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตามสื่อโทรทัศน์ยังคงเป็นสื่อยอดนิยมที่ถูกเลือกใช้ อีกทั้ง content จากสื่อโทรทัศน์ ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลาย ๆ platforms ประกอบกับมีความรวดเร็วที่สุดในการเข้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแตกต่างจากบริการสื่อผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ก็ยังมีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ยากและซับซ้อนกว่า พร้อมยังมีการแข่งขันที่รุนแรงทั้งด้านเนื้อหาและคุณภาพ”