EIC ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า ภาพรวมมูลค่าธุรกิจค้าปลีกในปี 2565 จะกลับมาขยายตัวอยู่ราวที่ 11% ต่อปี มูลค่า 3.45 ล้านล้านบาท
โดยธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น ตามความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ทยอยฟื้นตัว แต่ยังคงมีปัจจัยที่ต้องระมัดระวังอย่างภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและการว่างงานที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค
3 เทรนด์ค้าปลีกสำคัญที่มีบทบาทและส่งผลต่อการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในระยะต่อไป
Seamless shopping experience ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทุกช่องทางการจำหน่ายและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของตนเองมากขึ้น โดยสินค้าที่วางจำหน่ายควรอยู่ในทุกช่องทางที่ผู้บริโภคต้องการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย
Sustainability การให้ความสำคัญกับกระแสความยั่งยืนที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้พลาสติก การควบคุมสต๊อกเพื่อลดสินค้าเสียทิ้ง การอุดหนุนและช่วยพัฒนากระบวนการผลิตของผู้ประกอบการรายเล็ก
New business models รูปแบบของสินค้า/บริการใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อาทิ Subscription model หรือ Mystery box
ทั้งนี้ EIC มองว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกอาจปรับกลยุทธ์รับมือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้
การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้ในการประมวลผลข้อมูลของผู้บริโภคเพื่อการบริหารสต็อกสินค้าและคาดการณ์ความต้องการสินค้าในอนาคต หรือการจัดเก็บสินค้าด้วยระบบอัตโนมัติเพื่อลดขั้นตอน นำไปสู่การจัดเก็บและการขนถ่ายสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การออกแบบประสบการณ์การซื้อสินค้าของผู้บริโภค ในปัจจุบันเทคโนโลยี AR/VR ถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้นในธุรกิจค้าปลีก เช่น การทดลองสินค้า โดยผู้บริโภคสามารถทดลองสินค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหน้าร้าน หรือการจำลองหน้าร้านเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้จริง นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยี AI ในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อนำไปวิเคราะห์และต่อยอดพัฒนาสินค้า/บริการในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวังในทุกขั้นตอนเพื่อที่จะไม่สร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูล
การสร้าง engagement กับผู้บริโภค ผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียซึ่งเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมในการสื่อสารกับผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการจะต้องมีความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายของตนเพื่อการเลือกรูปแบบคอนเทนต์ (บทความ รูปภาพ วิดีโอ ไลฟ์) และแพลตฟอร์มที่เหมาะสมเพื่อสื่อสารและสร้างยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ
BrandAgeOnline ได้รวบรวมผลประกอบการ ครึ่งปี 2565 ของยักษ์ค้าปลีก ใครโตดีสุด

เริ่มกันที่ 7-eleven บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าบริษัทครึ่งปี 2565 อยู่ที่ 898,929.00 ล้านบาท มีรายได้ 413,386.62 ล้านบาท กำไร 6,457.05 ล้านบาท จำนวนสาขา 13,433 สาขา
Makro บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) มูลค่าบริษัทครึ่งปี 2565 อยู่ที่ 547,773.47 ล้านบาทมีรายได้ 229,679.65 ล้านบาท กำไร 3,623.28 ล้านบาท จำนวนสาขา 3,000 สาขา
CRC บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าบริษัทครึ่งปี 2565 อยู่ที่ 260,079.03 ล้านบาท มีรายได้ 113,100.45 ล้านบาท กำไร 2,690.31 ล้านบาท มีพื้นที่ขายจำนวน 3.2 ล้านตารางเมตร
BJC บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าบริษัทครึ่งปี 2565 อยู่ที่ 330,372.41 ล้านบาท มีรายได้ 80,811.73 ล้านบาท กำไร 2,449.34 ล้านบาท มีไฮเปอร์มาร์เก็ต 153 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต 61 สาขา บิ๊กซีมินิ 1,412 สาขา ร้านขายยาเพรียว 146 สาขา