เชื่อว่าธุรกิจส่วนใหญ่ในเวลานี้ต่างได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ วิกฤตโควิด-19 และสถานการณ์ความผันผวนของโลก แต่มีธุรกิจหนึ่งที่เติบโตขึ้นสวนทางทุกวิกฤต นั่นก็คือธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามเมกะเทรนด์ Humanization ที่สัตว์เลี้ยงกลายมาเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว ส่งผลให้ 5 ปีมานี้อัตราการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงของประชากรทุกทวีปทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่นที่ประเทศจีนมีอัตราการเติบโตของการใช้จ่ายของเจ้าของสัตว์เลี้ยงเฉลี่ยต่อปีสูงขึ้น 21.5%1 ทั้งยังเปลี่ยนจากวิธีดูแลสัตว์เลี้ยงแบบเดิมที่นิยมนำอาหารเหลือจากคนมาให้สัตว์เลี้ยงเป็นการซื้ออาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้หนึ่งในผู้นำธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย i-Tail ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงก็ได้รับปัจจัยบวกในการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน จากหน่วยงานที่ประกอบธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้กลุ่มไทยยูเนี่ยน กระทั่งวันนี้กลายมาเป็นบริษัท Flagship ของไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของเอเชียและ 1 ใน 10 อันดับแรกของโลกในเชิงมูลค่า2 ที่สามารถสร้างอัตราการเติบโตที่น่าสนใจในทุกปี รวมทั้งยังสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง 14,529 ล้านบาท ในปี 25643
Pet-Centric เคล็ดลับความสำเร็จ i-Tail
พิชิตชัย วงศ์ปิยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ i-Tail ในปี 2520 เมื่อไทยยูเนี่ยน หนึ่งในผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ของโลกได้เริ่มธุรกิจผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบปลาให้สามารถใช้ทุกส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ผ่านการดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งบริการรับจ้างผลิตสินค้า (OEM) เกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร มีผลิตภัณฑ์อาหารแมว อาหารสุนัข และขนมทานเล่น ที่จำหน่ายรวมกว่า 4,600 ชนิดให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และการผลิตแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้ตราสินค้าของตัวเอง ได้แก่ Bellotta, Marvo, ChangeTer, Calico Bay และ Paramount4

“ที่ i-Tail เรามุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมแห่งอนาคตมาใช้ เพราะเราอยากสร้างโลกที่สัตว์เลี้ยงหรือสมาชิกของครอบครัวเรามีสุขภาพที่ดีขึ้น เพื่อให้ครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมีความสุขมากขึ้น เราจึงมองแนวคิดเรื่อง Pet-Centric หรือการให้ความสำคัญกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง เป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาสินค้า”
ปัจจุบัน i-Tail มีระบบนิเวศเชิงนวัตกรรม โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและนวัตกรรมถึง 78 คน4 ในศูนย์ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยทั้งของ i-Tail เองและยังได้ประโยชน์จากการอยู่ในกลุ่มไทยยูเนี่ยน นอกจากจะมีพันธมิตรด้านนวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่พร้อมสร้างโซลูชั่นใหม่ๆ ร่วมกันอยู่เสมอแล้ว ยังได้ทำงานร่วมกับศูนย์นวัตกรรมไทยยูเนี่ยนอย่างใกล้ชิด
เนื้อไก่และผลไม้รวมแบบฟรีซดราย และซุปซี่โครงไก่

เนื้อปลาแซลมอนโรยด้วยวิตามินบอลในสไตล์ซูชิ
Co-Create ตอบโจทย์ลูกค้าตรงจุด
คอนเซ็ปต์การพัฒนาด้วย Pet-Centric ของ i-Tail มีความโดดเด่นด้วยขั้นตอน Co-Create ที่ทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนแบบ One-Stop Service เริ่มตั้งแต่ให้คำปรึกษา ผลิต บรรจุผลิตภัณฑ์ และส่งออก รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัว (Personalized Solution) ให้กับทั้งลูกค้า ผู้บริโภค และสัตว์เลี้ยงตามช่วงอายุ
รูปแบบโมเดล OEM ของ i-Tail จึงเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มในการใส่ตัวตนลูกค้า โดยมีบริการที่ครบวงจรตั้งแต่ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นการทำงานแบบพันธมิตรร่วมกับลูกค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับโลก ทำให้ i-Tail มีโอกาสศึกษาและติดตามเทรนด์ของสัตว์เลี้ยง รวมทั้งได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่แตกต่างกันออกไป
นั่นจึงทำให้ i-Tail มีพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่ยากจะเลียนแบบกว่า 4,600 รายการ4 ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมียมที่พัฒนาและผลิตด้วยนวัตกรรมที่ซับซ้อน ในส่วนกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียกและกึ่งเปียกกึ่งแห้ง คิดเป็นสัดส่วน 93% ของจำนวนผลิตภัณฑ์ทั้งหมด
ตรงนี้เองถือเป็นอีกหนึ่งความได้เปรียบที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันมากกว่าคู่แข่ง เพราะโดยทั่วไปแล้วการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกมีกระบวนการในการผลิตที่ยาก เนื่องจากต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้เฉพาะทาง รวมทั้งการควบคุมกระบวนการผลิตที่ต้องกำหนดองค์ประกอบในแต่ละขั้นตอนให้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสม สูตรการผลิต รวมทั้งเทคโนโลยีพิเศษ ดังนั้น การที่ i-Tail เป็นโรงงานแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียก จึงได้รับการไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมาย โดยปัจจุบันเป็นผู้นำการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียกในกลุ่ม OEM อันดับ 4 ของโลก ในเชิงมูลค่าจากรายงานข้อมูลตลาดอิสระของ Frost & Sullivan (ข้อมูล ปี 2563)


เป็นที่ยอมรับในแวดวงอาหารสัตว์เลี้ยง มัดใจลูกค้ายาวนาน
จากความตั้งใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงและรสชาติดี ควบคู่กับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ประกอบกับอยู่ในเครือไทยยูเนี่ยน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทูน่าแปรรูปรายใหญ่ของโลก i-Tail จึงมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังดำเนินการสอดคล้องกับหลักการความยั่งยืน SeaChange® ของไทยยูเนี่ยน โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบจากคู่ค้าที่ผ่านเกณฑ์ด้านจรรยาบรรณและจริยธรรม รวมถึงวางเป้าหมายลดการใช้พลังงานผ่านการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 600 ตันต่อปี
แน่นอนว่าปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวย่อมทำให้ i-Tail ได้รับการตอบรับจากแบรนด์ชั้นนำและธุรกิจค้าปลีกระดับโลก จนเป็นที่ยอมรับในวงการอาหารสัตว์เลี้ยง โดย i-Tail มีกำลังการผลิตรวมกว่า 172,000 ตัน/ปี4 และปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย 14,529 ล้านบาท3 มีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 15% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสำหรับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 5.5 - 5.8 % ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา1 โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 45% ยุโรป 19% และยังมีประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และ จีนอีกด้วย3 ที่สำคัญ i-Tail มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและแข็งแกร่งกับลูกค้ารายใหญ่ โดยเป็นพันธมิตรในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงมาอย่างยาวนาน สำหรับลูกค้า 3 อันดับแรก มีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 21 ปี และมียอดสั่งซื้อเติบโตขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 13% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา3 ส่วนลูกค้ารายใหญ่ 10 อันดับแรก มีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 18 ปี

เตรียมเข้าตลาดหุ้น มุ่งเติบโตทุกมิติ
i-Tail วางเป้าหมายการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีแผนขยายส่วนแบ่งทางการตลาดของลูกค้าปัจจุบัน เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ตั้งเป้าขยายทีมขายและทีมสนับสนุนทางธุรกิจไปยังประเทศที่เป็นตลาดหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในทวีปยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน เพื่อยกระดับคุณภาพและขยายเครือข่ายลูกค้าของบริษัท และอยู่ระหว่างวางแผนที่จะให้บริการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ในประเทศแถบยุโรปและประเทศจีนมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างการทำงานร่วมกับเจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงและบริษัทค้าปลีกชั้นนำหลายรายในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และทวีปเอเชีย ตามข้อมูลของ Frost & Sullivan ที่เล็งเห็นถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับร้านค้าปลีกที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง (Private Label) มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ล่าสุด ในปี 2564 บริษัทได้เข้าทำสัญญาซื้อขายสินค้า (Supply Agreement) กับหนึ่งในบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ พร้อมทั้งมีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศที่เป็นตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดที่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกและ พรีเมียมกำลังเริ่มเป็นที่นิยม โดยเฉพาะประเทศจีนที่หันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น รวมถึงวิธีการดูแลและเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัวในหลายประเทศทั่วโลก

จากแผนการเติบโตดังกล่าว ทำให้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา i-Tail ได้ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรกและแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เตรียมความพร้อมสำหรับแผนการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO จำนวนไม่เกิน 660 ล้านหุ้น เพื่อเตรียมเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตไปกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลกที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ได้ทางเว็บไซต์ www.i-Tail.com
ทั้งนี้ i-Tail จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนปรับปรุงโรงงานทั้งสองแห่งให้ทันสมัยด้วยระบบและเครื่องจักรอัตโนมัติเพื่อขยายกำลังการผลิตและประสิทธิภาพการผลิต ขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการผลิต ลงทุนในระบบคลังสินค้าและติดฉลากอัตโนมัติ รวมถึงต่อยอดศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขยายธุรกิจ ชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ให้กับบริษัท พร้อมรองรับความต้องการในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง โดยมีข้อมูลของ Frost & Sullivan คาดการณ์ว่ากำลังจะขยายตัวอีกประมาณ 7.1% ในอีก 5 ปีข้างหน้า (2564 - 2569)
i-Tail พร้อมที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน รวมถึงทุกฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้อง ผ่านการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในแง่ของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำกลยุทธ์ SeaChange® ของไทยยูเนี่ยนมาใช้ขับเคลื่อนภาพรวมธุรกิจ เพื่อให้ i-Tail มีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับโลกด้วย
ข้อมูลอ้างอิง
1 ข้อมูลวิเคราะห์จาก Frost & Sullivan ณ ปี 2559-2564
2 ข้อมูลอ้างอิงจาก
www.petfoodindustry.com ณ ปี 2564
3 ข้อมูลงบการเงินเสมือน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564
4 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565
หมายเหตุ - การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน