ทุกวันนี้หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “Soft Power” หรืออำนาจละมุน ที่หมายถึงการค่อย ๆ เปลี่ยนความคิด หรือการกระทำใด ๆ ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้คนได้อย่างเรียบง่าย
ยกตัวอย่างแบบเห็นภาพชัด ๆ จากนโยบาย Hallyu ของเกาหลีใต้ หยิบเอาวิถีชีวิตมาสอดแทรกผ่านสื่อต่าง ๆ เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างแข็งขัน เพื่อตีแผ่วัฒนธรรมของเกาหลีให้ไปไกลระดับโลก ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่มี Soft Power ทรงพลังเป็นอันดับต้น ๆ จนปัจจุบันไม่ว่าจะมองไม่ทางใด เราก็จะเจอความเป็นเกาหลีที่แทรกซึมเข้าไปแทบจะทุกมิติ
ตัดภาพมาที่เหตุการณ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Soft Power ในประเทศไทยบ้าง กับปรากฏการณ์ข้าวเหนียวมะม่วง โดยแร็ปเปอร์สาวชื่อดัง มิลลิ (Milli) ที่ถือกล่องข้าวเหนียวมะม่วงธรรมดา ๆ ขึ้นไปกินบนเวที Coachella 2022 ทำเอาชาวโลกน้ำลายไหลไปตาม ๆ กัน จนของหวานสัญชาติไทยอย่าง “ข้าวเหนียวมะม่วง” เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และยังเป็นการสนับสนุนพ่อค้าแม่ขายข้าวเหนียวมะม่วงให้ได้ยอดขายปัง ๆ อีกด้วย
จากการจัดอันดับ Global Soft Power Index 2022 โดย Brand Finance ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 35 จาก 120 ประเทศทั่วโลก (คิดเป็น 40.2 จาก 100 คะแนน)
หลายคนคงสงสัยว่าจัดอันดับอย่างไร? เอาอะไรมาวัด? กระแส Soft Power มีตัวชี้วัดทั้งหมด 7 อย่าง ได้แก่ ธุรกิจและการค้า, การบริหารงานของรัฐบาล, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, วัฒนธรรม, การสื่อสาร, การศึกษาและวิทยาศาสตร์ และคุณภาพชีวิตของผู้คน แน่นอนว่าตัวชี้วัดที่ประเทศไทยได้รับคะแนนสูง คือ วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต และ ธุรกิจและการค้า ซึ่งไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก เพราะเราต่างก็รู้กันว่าทั้งสองอย่างนี้ถือเป็นจุดแข็งของไทย
แต่คงจะดีไม่น้อย หากประเทศของเรามีหน่วยงานที่ช่วยเสริมจุดแข็งให้แกร่ง และคอยเติมเต็มจุดอื่น ๆ เพื่อตีแผ่ Soft Power ของไทย ให้ไปไกลยิ่งกว่าที่เคย
ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวไป เป็นที่มาขององค์กรภาคเอกชน ที่ช่วยขับเคลื่อนทุกความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริงได้ อย่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบครบวงจร ต่อยอดสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว ให้กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน
CEA เผยว่า กลไกขับเคลื่อนสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อน Soft Power ให้ทรงพลัง คือการผสมผสานระหว่าง ความคิดสร้างสรรค์ และ เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต่อยอดต้นทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เพื่อพัฒนารายได้และคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น รวมถึงให้กำเนิด ระบบนิเวศสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้หมายถึงบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมเท่านั้น แต่รวมถึงโครงสร้างสังคม ที่เอื้อให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเสรีภาพ
หากคนไทยกล้าคิดกล้าทำแล้ว ก็จะนำมาสู่การเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยมากยิ่งขึ้น
ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผลักดันนวัตกรรม
เพื่อส่งออกความเป็นไทยให้ดังกึกก้องไปทั่วโลก CEA จึงสวมบทบาทเป็นผู้ขับเคลื่อนและศูนย์กลางที่เชื่อมโยงให้เกิด Soft Power ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านภารกิจการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยเป็นต้นทุน มีทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่
1. ธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Business)
CEA ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เช่น กำหนดอัตราการคืนเงินให้กับกองถ่าย ปรับปรุงการขอใบอนุญาตทำงาน และการยกเว้นภาษีเงินได้ เพื่อดึงดูดให้เหล่ากองถ่ายต่างชาติเข้ามาใช้วิวทิวทัศน์อันสวยงามของประเทศไทย ในการถ่ายทำภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ CEA ยังได้ตอกย้ำถึงการพัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์ของท้องถิ่นภายในประเทศ คลอดโปรเจกต์ Lampang Monster พัฒนาธุรกิจ SMEs ผ่านการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้แข็งแกร่ง ให้กับกลุ่ม SMEs ในจังหวัดลำปาง
“CEA มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมให้เกิดการนำกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA ตอกย้ำถึงการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของธุรกิจรายย่อยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

2. ย่านและเมืองสร้างสรรค์ (Creative Place)
CEA สร้างเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทย (Thailand Creative District Network: TCDN) ผ่านแพลตฟอร์มสร้างกลไกการพัฒนาพื้นที่ระดับจังหวัด ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์และงานออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์ดั้งเดิม พัฒนาคุณภาพชีวิต และพลิกฟื้นย่านเก่าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
มากไปกว่านั้น CEA มีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) แพลตฟอร์มการพัฒนาเมืองระดับนานาชาติ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และโครงการเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ของดีภายของประเทศ เพื่อประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ในระดับสากล
และยังจัดเทศกาลสร้างสรรค์ไทย (Design Week) แพลตฟอร์มแสดงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ และธุรกิจสร้างสรรค์ไทย

3. บุคลากรสร้างสรรค์ (Creative People)
CEA ดึงศักยภาพศิลปินไทย ด้วยโปรเจกต์ Sound of the City สำเนียงแห่งเมือง รวมนักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี มาสร้างสรรค์บทเพลงสะท้อนอัตลักษณ์ย่าน
หรือเมืองที่ประทับใจกว่า 100 บทเพลง เช่น ย่านเจริญกรุง กรุงเทพฯ, ย่านนิมมาน
เหมินทร์ เชียงใหม่, เมืองพัทยา, เกาะสมุย และสงขลา ฯลฯ สามารถรับฟังได้ผ่านแพลตฟอร์มของ CEA
นอกจากนี้ นายชาคริต ยังได้กล่าวถึงโครงการ “HERB TO GO สมุนไพรไทย พร้อมไปต่อ” จัดทำภายใต้แนวคิด “A New Shade of Thai Herbs” โดยลงพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ สกลนคร เเละสมุทรปราการ ซึ่งทั้ง 3 จังหวัดเป็นจังหวัดที่มีลักษณะเด่นทางภูมิศาสตร์ เเละมีสมุนไพรท้องถิ่นของเเต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร
นำมาสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวน 9 ผลิตภัณฑ์ ที่เน้นการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยนวัตกรรมให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ดีไซน์สวยงาม ตลอดจนสร้างจุดขายอย่างสร้างสรรค์ด้วยเรื่องราวโดดเด่นในพื้นที่จังหวัดของตนเอง เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กในการพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรไทย สร้างรายได้ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท้องถิ่นของประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การตอกย้ำจุดแข็งอาจไม่เพียงพอต่อการสร้าง Soft Power ที่ยั่งยืน แต่ต้องหันกลับมาดูในจุดที่เราอาจมองข้ามด้วยเช่นกัน สุดท้ายแล้วทุกคนจะพบว่า Soft Power อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ที่สามารถต่อยอดเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ เพียงแต่ว่าบันไดที่จะนำไปสู่การสร้าง Soft Power ที่ยั่งยืน ต้องอาศัยกระบอกเสียงจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทุกคน ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้มีการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังมากนัก
จากตรงนี้ นับว่าเป็นก้าวเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของ CEA ที่จะเข้ามามีบทบาทในการผลักดัน Soft Power โชว์ของดีในประเทศไทยให้ชาวโลกได้รู้