BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
8,092
VIEWS

10 แนวคิดของสุรชัย พุฒิกุลางกูร ผู้ก่อตั้ง Illusion CGI Studio สตูดิโอที่กวาดรางวัลระดับโลกมาแล้วกว่า 2,700 รางวัล

ต.ค. 05, 2565 BrandAge Team
Illusion CGI Studio เป็นสตูดิโอผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตงาน Computer-Generated Imagery หรือ CGI อันดับ 1 ของโลก โดยมีรางวัลจากเวทีโฆษณาทั่วโลกมากกว่า 2,700 รางวัลเป็นเครื่องพิสูจน์

เบื้องหลังความสำเร็จของ Illusion CGI Studio นี้มี สุรชัย พุฒิกุลางกูร Founder & CEO เป็นเฟืองจักรสำคัญ

สุรชัยมักจะให้สัมภาษณ์ว่า ชื่อเสียงของ Illusion CGI Studio ทั้งหมดล้วนมาจากทีมงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าแนวคิด และวิธีการบริหารงานของสุรชัย คือหัวใจสำคัญในการผลักดันให้องค์กรเล็กๆ แห่งนี้มีผลงานที่ใหญ่เกินตัวไปมากมายหลาย เท่า

แนวคิดที่ดูง่ายๆ แต่ช่างลึกซึ้งที่สุรชัยถ่ายทอดผ่านการสัมภาษณ์และบรรยาย จึงถือเป็นตำราที่เขียนขึ้นมาจาก ประสบการณ์ในการทำงานหลายสิบปีที่หาจากห้องเรียนไม่ได้ ซึ่งคนทั่วไปสามารถหยิบยกนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของ ตัวเองได้เป็นอย่างดี

ทีมงานได้สรุปแนวคิดของสุรชัยซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของความสำเร็จให้ผู้อ่านได้มาลองคิดตามกัน
1. ความเชื่อมีอิทธิพลมากกว่าความรู้

สุรชัย อธิบายว่า โดยทั่วไปเราอาจจะคิดว่าการเรียนสูงเพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่เราใช้ความรู้น้อยกว่าที่คิด เช่น เรารู้ว่า เหล้าไม่ดีต่อสุขภาพแต่เราก็ยังดื่ม รู้ว่าบุหรี่มีโทษต่อร่างกายแต่ก็ยังสูบ น้ำตาลมีโทษต่อร่างกายแต่ก็ยังกิน เพราะฉะนั้นมันมี อะไรหลายๆ อย่างซ่อนอยู่ในชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ไม่คิดที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับมันเลย

จากประสบการณ์การไปเรียนที่ญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน สุรชัยเคยสงสัยว่า เวลาของเราหล่นมันจะไม่หายเราจะได้คืน แต่เปอร์เซ็นต์ในการได้คืนมันน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีคนต่างชาติเข้ามาอยู่ในสังคมญี่ปุ่น

“ตอนเกิดคำถามนี้ ผมได้ถามคนญี่ปุ่นว่าทำไมของที่มันหล่นในญี่ปุ่นทำไมมันไม่หายไป เขาตอบมาว่า ถ้าเป็นของของผม ผมอยากได้คืนไหม ผมก็ตอบว่าอยากได้คืนงั้นก็ง่ายๆ เวลาของของเราหล่นเรายังอยากได้คืน คนอื่นเขาก็อยากได้คืนเหมือนกัน เราก็เอาของที่เราเก็บได้ไปให้ตำรวจเพื่อที่จะคืนเจ้าของ ฟังคำตอบแล้วในใจ ผมนึกว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ มันไม่ได้ซับซ้อนเหมือนบ้านผมเลย ที่บอกว่าถ้าเราขโมยหรือเอาของคนอื่นไป จะเกิดชาติหน้าไปเป็นเปรต มีกฎแห่งกรรมซับซ้อน ผมก็นึกได้ว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแล้วแหละที่ผมได้เรียนมา จากนั้นผมก็เริ่มตั้งคำถามและค้นหามัน

ผมเห็นว่าจะมีคำถามที่เราคุ้นเคยในชีวิตตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเรียนสูงหรือจบอะไรมา คือสอบได้ที่ เท่าไร สอบได้เกรดอะไร เรียนจบคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน มีงานทำหรือยัง ได้เงินเดือนเท่าไหร่ มีแฟนหรือยัง เมื่อไหร่จะแต่งงาน เมื่อไรจะมีลูก พอมีลูกก็วนเอาคำถามชุดเดิมมากดดันลูกหลานต่อไปเรื่อยๆ คำถามที่เหมือนจะ ไม่มีอะไรแต่มันก็รบกวนชีวิตเรา คำถามเหล่านี้มันเกิดจากความเชื่อไม่ได้เกิดมาจากความรู้ แต่มันก็มีผลกระทบกับ ชีวิตของเรา”

สุรชัย กล่าวว่า ตัวเองเปรียบความเชื่อเป็นก้อนหิน น้ำในแก้วคือความรู้ ส่วนแก้ว คือระบบการศึกษา และจำลองเหตุ การณ์ว่า คนเราเกิดขึ้นมาโดยไม่มีอะไรอยู่ในหัวสมอง แต่ค่อยๆ ถูกปลูกฝังความเชื่อเหมือนการโยนก้อนหินเข้าไปในหัว ความเชื่อเหล่านี้จะสะสมมากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะมาจากความเชื่อทางศาสนา วิถีชีวิต วัฒนธรรม โรงเรียน หรือสังคมรอบตัว ความเชื่อเหล่านี้จะทับถมกันจนเป็นชุดความเชื่อขึ้นมา

“ตั้งแต่เด็กสิ่งที่ผมสนใจ คือการเติมน้ำใส่แก้ว เรียนยิ่งสูงยิ่งดี โดยไม่รู้เลยว่ามันมีชุดความเชื่อที่เป็น อุปสรรคกับการวางแผนอนาคตของเรา ตอนที่ผมไปเรียนญี่ปุ่นผมได้มีโอกาสได้เดินไปดูผลงานศิลปะของ Pablo Picasso, Vincent Van Gogh ตอนที่ได้เห็นน้ำตาผมไหลโดยไม่รู้ตัว เพราะมันไม่เหมือนตอนที่เราเรียนในหนังสือ ตอนนั้นผมได้รู้แล้วว่าที่ผมเรียนมามันไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เราเห็นในรูปจากหนังสือที่ผิดสเกลและสีเพี้ยน

ผมค้นพบว่า ความเชื่อมันมีผลกับวิธีคิด เราปลูกฝังให้เรียนดีเรียนเก่ง ผมเชื่อว่าไม่ใช่อย่างนั้น การเรียนให้ ถูกต้องต่างหากถึงจะประสบความสำเร็จ ผมตัดสินใจเลิกเรียนต่อปริญญาโทแล้วเริ่มเรียนอาชีวะ ผมเลิกเชื่อว่า ต้องเรียนให้สูงแล้วหันมาเรียนอาชีวะแทน ผมไม่อายเลยเพราะผมเดินทางมาตามสิ่งที่ตัวผมเชื่อ ผมค่อยๆ หยิบ ก้อนหินที่เราคิดว่าเป็นอุปสรรคออกจากหัว ตอนผมกลับมาบอกกับพ่อแม่ว่าผมจะไม่เรียนต่อปริญญาโทแล้ว กลับมาต่ออาชีวะ ผมเชื่อว่าความรักจากพ่อแม่จะเป็นแรงผลักดันให้ผมสกัดก้อนหินที่เป็นอุปสรรคออกจากหัวไปได้”
2. อย่าเอาเวลาไปซ่อมจุดอ่อน ให้เอามาเสริมจุดแข็ง

สุรชัย ย้ำว่าคนเราทุกคนล้วนมีคำถามที่เกิดขึ้นในชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ไม่คิดที่จะโฟกัสหรือหาคำตอบ

“ผมมีวิธีคิดอยู่ 3 แบบ คือการค้นหาความต่างของสิ่งที่เหมือนกัน บางครั้งเรามองสิ่งที่เหมือนๆ กันเราก็ไม่ แยกแยะมันก็จะทำให้เราพลาดโอกาสบางอย่าง การค้นหาความเหมือนในสิ่งที่แตกต่างกัน บางครั้งการที่เราจะ พัฒน ตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าคนอื่น เราอาจจะต้องมองโมเดลที่ไกลมากๆ และสุดท้ายการค้นหาความเหมือนของสิ่ง ที่เหมือนกัน หลายคนอาจจะคิดว่าผมเพี้ยน ก็ในเมื่อมันเหมือนกันอยู่แล้ว เราจะไปหาความเหมือนอีกเพื่ออะไร... แต่มันมีความลึกซึ้งซ่อนอยู่ตรงนั้น

เมื่อเรากำจัดก้อนหินออกไปได้ เราจะพบจุดเล็กๆ ในตัวของพวกเรา เปรียบเสมือนตาน้ำที่มีน้ำซึมออกมา

ผมเรียกมันว่าลักษณะเฉพาะ แต่พวกเรากลับถูกจำกัดไม่ให้รับรู้ว่ามันมีอยู่ ตอนเด็กๆ ตอนเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ข้อมูลบอกว่าประเทศไทยไม่มีน้ำมัน แต่ตอนนี้เราสามารถขุดน้ำมันจากอ่าวไทยได้ ถ้าเรามีการสำรวจที่มากพอ เราจะรู้ว่าทุกคนมีลักษณะเฉพาะบางคนมีลักษณะเฉพาะมากกว่าหนึ่ง อยู่ที่ว่าเราค้นพบมันหรือไม่ อยู่ที่ว่าเราใช้ เวลากับมันมากเท่าไหร่ มันเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาไม่เคยอนุญาตให้เรารับรู้ถึงการมีอยู่”

 ในมุมมองของสุรชัย เขามีความคิดเห็นว่า คนบางคนไม่เคยรับรู้เลยว่าตัวเองมีลักษณะเฉพาะนั้นอยู่ เพราะมัวแต่ สนใจน้ำที่มาจากระบบการศึกษา ซึ่งในความเป็นจริงหากลักษณะเฉพาะนั้นได้มาผสมรวมกับความรู้มันจะกลายเป็นผลึก ซึ่งผลึกนี้ สุรชัยเรียกว่า ความคิดสร้างสรรค์

“เวลาที่ถูกให้คิดนอกกรอบมันจะยากมากเลยจะทำแบบไหน ทำอย่างไร ถ้าเรามีลักษณะเฉพาะไม่ว่าจะ ด้านดนตรี อาหาร กีฬา มนุษยสัมพันธ์ แต่ไม่ได้ถูกพัฒนาเราถูกระบบการศึกษาปลูกฝังให้เก่งทุกวิชา เอาเวลาไป ซ่อมในวิชาที่เราอ่อนที่สุด แล้วชีวิตเราก็วนเวียนอยู่กับการแก้ไขจุดอ่อนของตัวเอง แต่โลกภายนอกเขาใช้จุดแข็งใน การทำมาหากิน ถ้าจุดแข็งของเราไม่ได้รับการพัฒนาแต่ถูกใช้ไปกับงานอดิเรก เรียนจบมาทุกวันก็ต้องทำงานจันทร์ - ศุกร์ แต่กลับเอางานอดิเรกมาทำแค่วันเสาร์ อาทิตย์ ผ่านไป 10 ปี 20 ปี ค่อยรีไทร์ออกไปทำงานที่ตัวเองอยากทำ ซึ่งมันเป็นวิธีการคิดที่ค่อนข้างผิด ลักษณะเฉพาะที่เราค้นพบ ถ้ามีถูกพัฒนามันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันจะแสดง ตัวเองว่ามันเป็นความสามารถพิเศษ”
3. Mindset มี 2 แบบ ต้องเลือกให้ถูก

สุรชัย ตั้งข้อสังเกตจากภาพยนตร์ว่า ทำไมหนังโจรกรรม ถึงมีโจรเก่งๆ เยอะ ทั้งๆ ที่ไม่มีโรงเรียนโจร แสดงว่าความรู้ ส่วนหนึ่งอยู่นอกสถาบันการศึกษา

“ในอนาคตจะต้องมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ถ้าเราไม่ค้นหาลักษณะพิเศษของตัวเองให้เจอ โอกาสที่ จะอยู่รอดก็ยาก ตอนที่ยานอะพอลโล 11 ส่งมีมนุษย์คนแรกขึ้นไปบนดวงจันทร์ ผมตั้งคำถามว่าถ้าพระเจ้ามีจริง พระเจ้าจะอุทานว่าอย่างไร ความเชื่อที่มีผลกับพฤติกรรม คือมี Mindset 2 แบบ
Mindset แบบแรก คือทุกอย่างกำหนดไว้แล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ กับ Mindset ที่ 2 คือทุกอย่างถูกกำหนด ไว้แล้วแต่เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเราค้นพบความลับทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงได้”

เพราะเชื่อใน Mindset อย่างหลังทำให้สุรชัยตัดสินใจเปลี่ยนจากการทำ Photo Retouch มาเป็น CGI

“Photo Retouch เกิดจากการถ่ายภาพแล้วใช้โปรแกรม Photoshop มาเปลี่ยนแปลงให้ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งกระบวนการทำมันยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป แต่ CGI เป็นการสร้างภาพจากคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เราสามารถปั้น โมเดล เช่น หมูขึ้นมาได้โดยใส่พื้นผิว ใส่ท่าทาง ใส่อารมณ์เข้าไปได้ ย้อนกลับไปกว่าจะได้มาเป็น CGI ผมชอบดู อควาเรียม ผมเจอปลากระเบน ฉลามหัวค้อน จนตัวสุดท้ายที่ผ่านไปเป็นฉลาม ผมเกิดคำถามขึ้นว่า มันมีวิวัฒนา การเกิดขึ้น แต่ถ้ามีการวิวัฒนาการทำไมมันยังเหลืออยู่ ทำไมไม่มีแต่จุดสูงสุดของตัวที่วิวัฒนาการ ผมว่ามันคล้ายกับ วิวัฒนาการจากลิงมาเป็นคน คำถามของผมก็คือว่า ถ้ามันวิวัฒนาการทำไมลิงถึงยังเหลืออยู่แล้วลิงที่เหลืออยู่ เมื่อไหร่จะกลายเป็นคน ผมได้ไปศึกษาเพิ่มว่ามีลิงแค่สายพันธุ์เดียวเท่านั้นที่จะกลายเป็นคน คือ Homosapien

เหมือนกัน CGI ก็เหมือนสายพันธุ์ลิงที่สามารถวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในอนาคตได้ การที่เราทำแค่ Retouch มันไม่มาสามารถกระโดดไปเป็น VR ได้ ฉะนั้นการเลือกทำธุรกิจที่เป็นลิงจะเจอทางตัน มันคือการหาความเหมือนในสิ่งที่ต่างกัน”

 คำถามที่ตามมาก็คือแล้วสุรชัยรู้ได้อย่างไรว่า CGI มันจะมา

“ผมสนใจเรื่อง Communication เรื่อง 2D ผมรู้ว่า 2D มันจะกลายเป็น VR ประกอบกับการไปดูงานสิ่งพิมพ์ ที่เยอรมันเมื่อ 20 ปีก่อนแล้วก็เห็นแนวโน้มที่ Analog Workflow จะกลายเป็น Digital Workflow มนุษย์จะใช้กระดาษ น้อยลงเหมือนวงการถ่ายรูปที่ถูกรณรงค์ให้ใช้ฟิล์มน้อยลง เพราะมันทำลายชั้นบรรยากาศ เพราะฉะนั้นอะไรที่ถูก สังคมบีบมันก็จะพัฒนาไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งเสมอ อย่างเรื่องพระอาทิตย์ที่ตกช้ากว่าที่อื่น เหมือนที่ฟินแลนด์ ทำให้ผมเกิดคำถามอีกว่า ถ้าไวกิ้งเดินเรือช่วงนั้นก็จะทำให้ไวกิ้งกลายเป็นมหาอำนาจช่วงหนึ่งเลย จากนั้นผมก็มา ดูว่าในโลกนี้มันมีมหาอำนาจใดอีกบ้าง แล้วมันเกิดจากอะไร จนค้นพบว่ามหาอำนาจเกิดจากความเร็ว

ในสมัยกรีก อเล็กซานเดอร์มีกองทัพม้าและระบบการจัดการที่เร็ว ไวกิ้งก็มีการค้นพบใบเรือจนเดินเรือไปตี อังกฤษได้จนเป็นมหาอำนาจ หลังจากนั้นฝรั่งเศสและโปรตุเกสได้ค้นพบพัฒนาการของใบเรือที่ทำให้เดินเรือได้ รวดเร็ว อังกฤษก็ค้นพบการทำเรือกลไฟ โดยใช้ถ่านหินจนกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง หลังจากนั้นเยอรมันก็ได้ ค้นพบวิธีการใช้น้ำมันกับรถยนต์ทำสงครามเพื่อเป็นมหาอำนาจ ภายหลังอเมริกาสร้างเครื่องบินที่ทำให้เคลื่อนที่ ทางอากาศได้เร็วกว่าคนอื่นก็กลายเป็นมหาอำนาจ รัสเซียก็ต่อกรด้วยการส่งยูริ กาการินไปโคจรรอบโลก อเมริกาเลย สู้กลับโดยส่งคนไปเหยียบบนดวงจันทร์ มันเป็นการแข่งขันทางด้านความเร็ว เหมือนกับที่ญี่ปุ่นจัดโอลิมปิกพร้อม เปิดตัวรถไฟชินคังเซ็นรถไฟที่เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุดในโลกจนญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จีนก็เห็นวิธี เดียวกันก็ผลิตรถไฟที่เร็วกว่ามาสู้จนค่อยๆ กลับมาเป็นมหาอำนาจความเร็วจึงเป็นหัวใจสำคัญ”
 
4. ผมจะเป็นโรงพยาบาลไม่ใช่คลินิก

20 ปีที่แล้ว สุรชัยตั้งคำถามกับตัวเองว่า Illusion จะสร้างความได้เปรียบเรื่องความเร็วได้อย่างไร จนได้คำตอบว่า ความเร็วในการทำงานจะมีได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดระบบภายในที่ดี ดังนั้นคุณสุรชัยจึงนำแนวคิด “คลินิก-โรงพยาบาล” มาปรับ ใช้กับธุรกิจ

“สมัยเรียนผมอยู่หอ เมื่อเราป่วยอาจารย์จะรวบรวมเด็กที่ป่วยไปหาหมอ และหมอตรวจอยู่คนเดียว ดังนั้น ก็ต้องรอกันไป กระบวนการมันก็จะช้า แต่อีกระบบหนึ่ง คือโรงพยาบาลจะมีหมอตรวจหลายห้อง จะมีทีมพยาบาล ช่วย และวิธีที่ผมคิดคือ ผมจะไม่เป็นคลินิก Illusion จะเป็นโรงพยาบาลเราจะมีทีม จะมีการทำงานที่เป็นระบบ”

พอวางการทำงานเป็นระบบแล้ว คุณสุรชัยก็มองหาระบบเพื่อการทำงาน จนค้นพบว่า การทำงานแบบโรงงานของ บริษัท Toyota คือคำตอบ

“ผมเข้าไป Study ที่โรงงานของ Toyota และเห็นกระบวนการผลิตที่ผลิตแบบ Just in time ไม่ผลิตโมเดลรถ ออกมาเป็นล็อต แต่สามารถผลิตโมเดลรถยนต์ A B C หรือ B A สลับกันไป เพราะฉะนั้นการจัดการระบบการทำ งาน กระบวนการผลิตแบบนี้เราสามารถแข่งขันได้”

อย่างไรก็ตาม การรับมือและจัดการลูกค้าก็ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย สำหรับคุณสุรชัย อธิบายว่า การเข้าใจธรรมชาติ ของงานและลูกค้า จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นต่อผู้ที่ประกอบในสายอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่ 20 ปีที่แล้ว บริษัทโปรดักชั่นส่วนมหญ่จะมีคนพรีเซนต์งานอยู่แค่คนเดียว แต่ Illusion มีคนพรีเซนต์อยู่ 3-4 คน
5. เล่นบอลแบบบาร์เซโลน่า

ต้องยอมรับว่า ความสำเร็จของ Illusion มาจากการทำงานเป็นทีมมากว่า One Man Show ซึ่งเป็นผลมาจากการวาง ระบบงานที่ดี สุรชัยเล่าให้ฟังว่า ไม่ว่าการเล่นกีฬาหรือทำงาน ทีมเวิร์คจะเป็นสิ่งที่ทำให้บรรลุเป้าหมาย

“สมัยผมอยู่ชั้นประถมมีการแข่งฟุตบอล ผมสังเกตเห็นว่าทีมของห้องผมแข่งแพ้ตลอด เพราะทั้งทีมจะวิ่ง ไปรุมลูกฟุตบอล พอลูกหลุดออกมาทีมที่เล่นเป็นก็จะส่งลูกตามตำแหน่งจนสามารถทำประตูได้ ผมจึงคิดได้ว่าไม่ว่า การเล่นกีฬาหรือการทำงานต้องทำงานเป็นทีม ดังนั้นสิ่งที่ผมตระหนักได้ คือนอกจากเราจะรู้ลักษณะเฉพาะแล้ว อีกอย่างที่เราต้องมี คือเราต้องค้นหาให้ได้ว่าคนทำงานเป็นทีมมีอยู่ที่ไหน ถ้าคุณสามารถรวบรวมคนเหล่านี้ได้ โอกาสที่คุณจะชนะในธุรกิจก็มีสูง
ผมจะเล่นบอลแบบบาร์เซโลน่า ผมจะไม่ให้คนคนเดียวเลี้ยงบอลจากด้านหลังขึ้นไปทำประตูโดยเด็ดขาด

เราต้องสร้างโอกาสให้กับพนักงานของเรา เราจะค่อยๆ ส่งบอลจากประตูขึ้นไป คืองานทุกชิ้นวิ่งกระจายออกไป ต่อ บอลไปเรื่อยๆ  แต่ถ้างานไหนที่มันต้องใช้สกิลพิเศษ งานต่อบอลก็ไม่เวิร์คเราก็ต้องมานั่งปรับแผนชั่วคราว แต่เรา จะไม่ให้คนเลี้ยงลูกจากประตูไปยิง เราเชื่อว่าเราต้องกระจายงานแต่ว่าจะกระจายงานแบบไหนเท่านั้นเอง”

สุรชัย สรุปข้อดีของระบบงานที่วางไว้ว่า งานที่ใช้เวลาทำ 3 อาทิตย์จะรู้สึกเหมือนทำ 5 เดือน เพราะไม่ได้ทำด้วยคน คนเดียว แต่เป็นการกระจายความกดดันออกไปเหมือนทีมฟุตบอล ที่เวลามีพอใครส่งบอลมาให้ นักเตะยิ่งปล่อยบอลออกไป เร็วเท่าไหร่ ความกดดันก็จะน้อยลง
6. ผมจะเป็นเชอร์ปา 

ในวันที่ Illusion สามารถไขว่คว้ารางวัลสูงสุดของคนโฆษณา คือ Grand Prix จากเวที Cannes Lion สุรชัยตั้ง คำถามกับตัวเองว่า Illusion จะไปในต่อในทิศทางไหน เหมือนกับนักมวยที่ได้แชมป์แล้วจะเลิกชกดีไหม เพราะรางวัลที่ได้ มานั้นถือเป็นสุดยอดของความท้าทายที่ทุกเอเจนซีล้วนตั้งเป้าหมายจะพิชิตรางวัลมาครอบครอง ซึ่งคำตอบที่ได้ในเวลาต่อมานั้นก็คือ “ผมตัดสินใจไปต่อ”

“ผมเดินทางเกินความฝันมาไกลแล้ว ตอนที่ได้ Grand Prix ผมบอกว่านี่ คือสึนามิลูกใหญ่ที่สุดของเราแล้ว แต่ผมก็บอกกับทีมงานว่า รางวัลนี้จะช่วยให้เราอยู่ได้แค่ 5 ปี หลังจากนั้นเราจะตกลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่พัฒนาอะไร และไม่เคยสร้าง R&D ใหม่ๆ แต่ถ้าเราอยากขึ้นไปเรื่อยๆ เราต้องสร้างงานใหม่ๆ ทุกปี เพราะมันเป็นการประชา สัมพันธ์ที่ง่ายและตรงที่สุด

ผมจึงเลือกที่จะขึ้นทุกจุดสูงสุด แทนที่ผมจะขึ้นแค่เอเวอเรสต์ ผมจะขึ้นทุกจุดสูงสุดของโลกโฆษณา จากจุด เริ่มต้นการได้รับ 3 รางวัลคานส์ในครั้งนั้น และปรับเอาแนวคิดนี้มาใช้ ปัจจุบันผมได้รับรางวัลระดับโลกเพิ่มอีก 36 รางวัล และ 2,700 รางวัลจากทั่วโลกและได้รับการจัดอับดับจาก LURZER’SARCHIVE ให้เป็น illustrator อันดับ 1 ของโลกตั้งแต่ปี 2011 รวม 11 ปีซ้อน”

 สุรชัยอธิบายว่า รางวัลที่ได้มาเหล่านี้ ไม่ได้มาเพื่อประดับ แต่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือรางวัลเหล่านี้ สามารถดึงดูดตัวแทนจากแต่ละประเทศทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นการจับมือสร้างคู่ค้าในแต่ละพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายการ ตลาดแต่อย่างใด

“ผมไม่เคยมีทีมเซลส์เลย ลูกค้าส่วนใหญ่ Walk-in อย่างเดียว เพราะเรามีชื่อเสียง ไม่ใช่ว่า Illusion ไม่เคย ปรากฏในไหนเลย มันปรากฏทุก Awards ในโลก เพราะฉะนั้นเขาต้องรู้จัก พอช่วงหลังเรามีชื่อเสียงก็มี Represent หรือที่เรียกว่าเซลส์นี่แหละมาจากต่างประเทศ เขาก็ติดต่อมาขอ Represent Illusion ในภาคพื้นของเขา”

สุรฃัย เล่าว่า การพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งแรกของโลกนั้นมีคน 2 คนที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ เซอร์ เอดมันด์  ฮิลลารี ที่จ้าง เทนซิง นอร์เก ชนเผ่าพื้นเมืองเชอร์ปาพาขึ้นเขาจนสามารถพิชิตยอดเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นกลุ่มแรกของโลก จากความสำเร็จในครั้งนี้ เทนซิง นอร์เก ได้กลับมาลงเปิดบริษัทเพื่อรับจ้างนักปีนเขาพาขึ้นยอดเอเวอเรสต์จนประสบความ สำเร็จ

และนี่คือโมเดลที่ Illusion นำมาปรับใช้ คือจะทำหน้าที่เป็นเชอร์ปาเพื่อพาแบรนด์จากทั่วโลกขึ้นสู่จุดสูงสุด
7. ล้ำสมัย  VS ล้าสมัย

สุรชัยกล่าวว่า ยอดเขาลูกต่อไปอุตสาหกรรม CGI ก็คือการก้าวเข้าสู่ VR (Virtual Reality)

“ผมมีวิธีคิดอย่างหนึ่ง คือว่าโลกมันมี Circle ของมัน ถ้าเราเข้าใจ Circle จะอยู่ได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ Circle นั่นหมายความว่า มันจะมีสมการที่เรียกว่า ถ้าเราอยากจะไปไกลกว่าเขา เราต้องมีสิ่งที่เรียกว่าล้ำสมัย เหมือน เราทำ Retouch แบบ CGI ในปี 2011 ตอนที่เขายังถ่ายภาพกันอยู่ ตอนนั้นเราก็ล้ำสมัย แต่ถ้าเราล้ำสมัยแล้วไม่ พัฒนาอะไร สิ่งที่เคยล้ำสมัยมันจะค่อยๆ ล้าสมัย แล้วก็เชย แล้วก็เป็นของเก่า ของหายาก เหมือนกับสิ่งพิมพ์ตอนนี้ เป็นของล้าสมัย แล้วก็กลายเป็นของเชย แล้วก็เป็นของเก่าแล้วมันจะเป็นของหายาก ถ้าใครอยู่ได้จนถึงยุคของ หายากมันจะมีมูลค่าสูงมาก

ของผมเหมือนกัน ผมทำภาพนิ่งแล้วก็มา CGI แล้วไป VR แต่ผมก็ยังคงจะทำ CGI ต่อไปให้เป็นที่หายาก ของโลก ผมจะให้เป็นของเก่าหายากแล้วจะทำคนเดียวในโลก ที่คนที่ทำภาพนิ่งที่เป็นงานคราฟต์แบบนี้เหลือที่ เดียวในโลก เราจะอยู่แบบเป็นของล้ำค่า แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีแผนกที่ทำภาพเคลื่อนไหว วิ่งไปดักรอข้างหน้าแล้วเหมือนกัน”

สุรชัย ตอบคำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยว่า Illusion มาจากทำสื่อสิ่งพิมพ์แล้วจะไป VR ได้หรือ ว่าจริงๆ Illusion ไม่ได้ทำสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ Illusion ทำภาพนิ่ง เพราะโลกนี้มีภาพแค่ 2 อย่างคือ ภาพนิ่งกับภาพเคลื่อนไหว ซึ่งส่วนตัวยังเชื่อว่า ภาพนิ่งจะยังคงอยู่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้เทคนิคอะไรทำขึ้นมา ส่วนโลกที่เป็น VR จะเป็นนิยามใหม่ที่หลุดออกไปเลย จากภาพ นิ่งและภาพเคลื่อนไหว ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้มนุษย์เลย เพราะสร้างเลียนแบบประสบการณ์จริงได้ นั่นหมายความว่า กระบวนการเรียนรู้จะเปลี่ยนไปอย่างมากมาย

“อนาคตใครอยากจะให้ลูกเรียนอะไรก็ให้ดู อยากจะเรียนรู้เรื่องป่าก็เข้าป่าได้เลยปลอดภัยด้วย ไปท่อง ซาฟารีดูสิงโตล่าสัตว์ได้เลย นี่คือประสบการณ์จริงที่มันจะเกิดขึ้น แต่เมื่อไหร่เท่านั้นเอง”
8. ลงทุนด้วยเงิน VS ลงทุนด้วยแรง

เมื่อถูกถามถึงเรื่องของการลงทุนไปกับเทคโนโลยีซึ่งมีราคาสูงมากว่า หลักการลงทุนของ Illusion เป็นอย่างไร สุรชัย อธิบายวิธีการบริหารต้นทุนสั้นๆ ว่า ถ้าลงก่อนต้องได้เร็ว ได้ช้าก็แพ้...

“ถ้าคุณจะลงทุนกับเทคโนโลยีหมายความว่าคุณต้องคำนวนแล้วว่า คุณต้องคุ้มทุนก่อนที่คู่แข่งคุณจะตาม มาทัน ถ้าลงแล้วยังไม่สามารถคืนทุนได้ก็ลำบาก ใครที่ทำงานด้านไอทีจะรู้ว่ามันมีกฎของมัวร์ (Moore's Law) ที่ว่า มันจะเร็วเป็น 2 เท่าในทุกๆ 12-18 เดือน แต่ตอนนี้ 6 เดือนก็ 2 เท่าแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าเราลงทุนไปแล้ว เราจะคุ้มทุนเร็วกว่าคนอื่นไหม หรือถ้ามันไม่คุ้มทุนจริงๆ เราจะได้อะไร ได้ชื่อเสี่ยง ได้อะไรก็ว่าไป ทุกวันนี้ผมยังใช้ เครื่องเก่าๆ อยู่เลย ผมเพิ่งจะมาใช้เครื่องใหม่ๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง

ข้อดีของผม คือมันมีของบางอย่างที่ต้องลงทุนด้วยเงิน กับของบางอย่างลงทุนด้วยแรง ถ้าเครื่องมือเรา ไม่มี หรือไม่ทันสมัยพอ เราก็ฝึก Skill ของเด็กๆ มากหน่อย เพราะผมมาจากงานที่ต้องทำมือเกือบทั้งหมด แต่ตอนนี้ เรียกว่าทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เร็วขึ้นมาก มันแข่งกันที่ความเร็ว แต่องค์ความรู้เดิมที่มี ก็ยังมีประโยชน์อยู่ เพราะ ฉะนั้นอะไรที่เราควรจะลงเงิน อะไรที่ควรจะลงแรง เจ้าของธุรกิจต้องคิดเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วน”

สุรชัย ได้ยกตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลกับการทำงานไว้อย่างน่าสนใจว่า ช่วงที่ทุกอย่างเป็นเทคโนโลยี อะนาล็อก งานภาพนิ่ง ช่างภาพคือคนเดียวที่มีอำนาจในมือ เพราะว่าเขาเห็นภาพจากโพราลอยด์ ทุกคนจึงต้องเชื่อช่างภาพ แต่พอเปลี่ยนเป็นดิจิทัลที่ถ่ายแล้วขึ้นหน้าจอ ก็กลายเป็นมอนิเตอร์สำคัญ กลายเป็นมอนิเตอร์มาแข่งกับช่างภาพ ดังนั้นถ้าเรา เข้าใจเราจะทำธุรกิจได้ เพราะเครื่องมือคือสิ่งสำคัญ

“Skill ที่เราเก่ง เราเก่งเรื่องการ Retouch เมื่อการเขาถ่ายมาไม่ดีเราก็ Retouch แต่ที่เราเลือกมา CGI ก็ เพราะว่าเราไม่ต้องไปต่อแถวช่างภาพ เวลาครีเอทีฟคิดงานมา เขาต้องไปหาช่างภาพ แล้วค่อยมางาน Retouch เราจึงไม่มีโอกาสได้เลือกงาน ไม่มีโอกาสเลือกมู้ดแอนด์โทนของภาพ เพราะว่าเราเป็นฝ่ายแก้ไข เป็นโพสต์ โปรดักชั่น

ดังนั้นเราต้องขยับขึ้นไปยืนแถวเดียวกันช่างภาพ เพื่อให้ลูกค้าที่กำลังจะผลิตงานมีโอกาสตัดสินใจได้ว่า จะไปทางไหน แต่ถ้าเราทำได้ดีกว่า ช่างภาพจะต้องตกงานเพราะว่าเครื่องมือเราทันสมัยกว่า เหมือนเมื่อก่อน โฆษณาใช้มือวาด พอมีภาพถ่ายก็มาแทนมือวาดเพราะทำได้ดีกว่า แล้วก็มา CGI ทันสมัยกว่า คอมพิวเตอร์ คือเครื่องมืออันใหม่ที่มีทุกอย่าง จะเอาคุณสมบัติอะไรในกล้อง คอมพิวเตอร์และโปรแกรมสมัยใหม่มีหมดแล้ว

ตอนนั้นผมเชื่อมั่นว่า เราเป็นเทคนิคทางเลือกที่วันหนึ่งจะเป็นเมนสตรีม เพราะเราแข่งได้ทั้งความเร็ว และความยืดหยุ่น และควบวบคุมได้ 100% อย่าลืมว่างานของเราคืองานโปรดักชั่น งานที่ทำตามคนอื่นคิด ถ่ายรูปที่ต้องถ่ายตามที่พี่คิด เขาก็มีภาพในหัวมาแล้ว เราทำตามภาพในหัวเขา เราต้องทำให้ได้ และเราต้อง ยืดหยุ่นให้พอ ส่วน่ใหญ่ที่ไม่ผ่านเพราะยืดหยุ่นไม่พอ”
9. วิธีการรับมือลูกค้าที่เปลี่ยนใจตลอดเวลา
ธรรมชาติของงานครีเอทีฟซึ่งเป็นงานศิลปะที่ไม่ได้ตัดสินกันด้วยตัวเลข หลายครั้งที่คนทำงานด้านนี้ต้องเจอปัญหา การกลับไปกลับมาของฝั่งลูกค้า ซึ่งสร้างความกดดันให้กับคนทำงานอย่างมาก ทีมงานอยากรู้ว่า สุรชัยมีวิธีรับมือกับลูกค้า ที่เปลี่ยนใจตลอดเวลาอย่างไร

กับคำถามนี้ สุรชัย อธิบายว่า สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะลักษณะงานของโพสต์โปรดักชั่น คือ Circle ไม่ใช่ Linear

“งานของพวกเราจะแรนดอมไปตลอด ไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ธรรมชาติของลูกค้าเป็นแบบนี้ รสชาติของงาน มันจะเป็นแบบนี้ สลับกันไปสลับกันมา สิ่งที่คุณจะต้องรู้ คือคุณจะได้เรียนรู้การทำงานจากมัน จากการที่มันกระโดด กลับไปกลับมา เราต้องพยายามเรียนรู้ว่าทำไมมันถึงกลับไปอันแรกใหม่ มันต้องมีเหตุผลที่มา ผมก็คิดทุกครั้ง จนในที่สุดก็แตกฉานว่าอ๋อ...เพราะเขาเห็นมาแค่นี้ เหมือนกับเวลาเราไปกินอาหารที่ร้านหนึ่งแล้วมีคนบอกว่า รสชาติไม่ถึง แต่ผมกลับบอกว่ามันอร่อยมากๆ เพราะว่าลิ้นของเรามันไปได้แค่นั้น

หมายความว่าลูกค้าที่กลับไปกลับมาก็เพราะเขาเห็นความงามที่ไม่เหมือนกัน ทุกคนเข้าใจคอมมูนิเคชั่นที่ ไม่เท่ากัน ถ้าเขารับรู้ได้แค่นี้ก็คือแค่นี้ ถ้าคุณกินได้อร่อยแค่นี้ก็คือแค่นี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปหาคนที่เขากินได้ แบบระดับสิบ ถ้าเราคิดว่าระดับ 5 มันน้อยเกินไป  ชีวิตมันรันทดก็ไปหาลูกค้าระดับ 10 มาแทน ไม่ใช่ไปว่าลูกค้า อันนี้มันเป็นรสชาติของอาชีพนี้

ผมก็เคยเป็นเวลาที่เราไปเดินเลือกซื้อของ ซื้อเสื้อผ้า ตอนที่เราเลือกซื้อพอกลับมาบ้านแล้ว เราก็เคยรู้สึก ว่าเราน่าจะกลับไปเปลี่ยนสีเปลี่ยนแบบนะ ผมว่าเคยกันทุกคน มันไม่มีใครเป๊ะๆ หรอก เรายังเป็นเลย ยิ่งเรื่องงาน CGI เขาเข้าใจว่าเขาไม่ใช่สเปเชียลลิสต์เหมือนเรา เขาไม่สามารถที่จะแยกแยะได้ชัดเจนว่าจุดนี้ดีกว่าจุดนั้น ผมว่า เรื่องนี้มันเป็นกับมนุษย์ทุกคน”

สุรชัย ย้ำว่าสายอาชีพนี้ทำงานเกี่ยวกับรสนิยม ดูงานกัน 5 คนก็ 5 ความคิด ดังนั้นต้องดูว่าใครคือคนตัดสินใจ และ ยึดคนที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจเท่านั้น

“เพราะฉะนั้นถ้ายังอยู่ในอาชีพนี่มันก็จะต้องเจอกับสิ่งที่เรียกว่ากลับไปกลับมาเสมอ อาชีพนี้เหมือนเดินใน ความมืดในเขาวงกด แล้วคนถือไฟอยู่ข้างหลัง เพราะฉะนั้นอำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่เรา ถ้าอยากมีอำนาจการ ตัดสินใจ คุณต้องไปเป็นศิลปิน จบแค่ไหนคือแค่นั้น ชอบแค่ไหนทำแค่นั้น ขายได้ไม่ได้ว่ากันทำไปเพราะชอบ

เราต้องคิดว่า ลูกค้าต้องการแค่ 1 แล้วเราทำไป 8 อย่างไรคนทำก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเก่งขึ้นแล้ว ถ้าเรา จะอยู่ในอาชีพนี้ก็ต้องเข้าใจอาชีพนี้ว่ามันมี Circle มี Rhythm ของมัน”
10. Lesson Learned from COVID-19

ปฏิเสธไม่ได้ว่า COVID-19 นั้นได้สร้างความปั่นป่วนกับภาคธุรกิจอย่างมากมาย เพราะหลายอุตสาหกรรมต้องหยุด ชะงักลง เมื่อธุรกิจเดินช้าลงงานสื่อสารการตลาดก็ได้รับผลกระทบเป็นเงาตามตัว แล้วสุรชัยมีวิธีจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

“ผมคิดแบบหนังกำลังภายในที่ว่าทุกสุดยอดฝีมือต้องมีท่าไม้ตาย ช่วง COVID-19 นี่ ผมให้พนักงานเรียนๆ เพราะนี่คือโอกาสในการหาความรู้แล้ว เนื่องจากทุกคนจะขยับตัวช้าลงเหมือนปี 2540 คนเรามอง 2 แบบคือ มอง สั้นกับมองยาว ผมเลือกมองยาว ผมเลือกที่จะฟิตร่างกายในช่วง COVID-19 บางคนบอกช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เราอย่าเพิ่งไปทำอะไรเลย ผมบอกไม่เพราะผมเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดี งานมันจะกลับมาอย่างมหาศาล ถ้าเราฝึกหนักๆ อะไรที่คิดว่ามันจะมาเราทำให้มันเก่งขึ้น พองานกลับมาเราก็เก่งขึ้น นอกจากนี้ในช่วง COVID-19 งานถ่ายรูปฃบาง งานมันทำไม่ได้ งาน CGI ก็มาแทนส่วนหนึ่ง

Lesson Learned from COVID-19 ผมว่าเป็นเรื่องของทัศนคติมากกว่าว่าเราจะมองวิกฤตเป็นอย่างไร ผมมองว่าการเรียนรู้ในสายงานนี้มันไม่มีวันสิ้นสุด เพราะว่ามันมีซอฟต์แวร์ใหม่ๆ มีปลั๊กอินใหม่ๆ ออกมาให้เราได้ ทดลองอย่างไม่มีวันหมด มีมาทุกวัน มีเยอะมาก มีอัพเดทเรื่อยๆ เราต้องเรียนรู้ที่จะทำมันอย่างต่อเนื่องและอีก ยาวไกล ถ้าเรายิ่งทำงานได้หลากหลายมาก โอกาสที่จะได้งานเมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติก็มีมากขึ้น”

ไม่ Pitching ไม่บวมทีม ขอชนะด้วยงาน วิสัยทัศน์ “จงรักดี” ในวันที่คว้าตำแหน่ง Advertising Agency of the Year

"JONGLUCKDEE" ม้ามืด คว้า Advertising Agency of The Year งาน ADMAN2025

จาก “ถนนสายไม้” สู่ Bangpho Creative Commons “สาวบางโพ” ยังโก้เหมือนเดิมหรือไม่?

เผยแนวคิดผลงาน MEGA MAT เสื่อขนาดยักษ์ที่มาจากพลาสติกรีไซเคิล

CJ WORX บริษัทโฆษณา Independent Agency อันดับ 1 ของโลก

VML THAILAND สะท้านวงการโฆษณา สร้างปรากฏการณ์ AGENCY OF THE YEAR 5 ปีซ้อน ด้วย 69 รางวัล

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact