หลังจากที่ Adidas ประกาศยุติการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ Yeezy ทันทีเนื่องด้วยพฤติกรรมของคานเย เวสต์ (Kanye West) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และจุดยืนของแบรนด์ แม้ว่าสัญญาที่คานเย เวสต์ ทำกับกับ Adidas จะยาวไปถึงปี 2026 ก็ตาม ทำให้โลกโซเชียลมีเดียกระพือข่าวกันว่าต้องรีบซื้อรองเท้า Yeezy เก็บไว้เพราะอาจจะกลายเป็นแรร์ไอเทม ไม่ผลิตอีกแล้วโดยเฉพาะรุ่นล่าสุด Yeezy Boost 350 v2 ที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้าที่จะมีข่าวยุติการทำงานร่วมกันไม่นาน
ล่าสุด ฮาร์ม โอล์เมเยอร์ (Harm Ohlmeyer) ซีเอฟโอของ Adidas ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า Adidas จะยังคงผลิตรองเท้าในรูปลักษณ์ดีไซน์แบบ Yeezy ต่อไป เพราะตัวดีไซน์นั้นเป็นลิขสิทธิ์ของ Adidas เพียงแต่อาจจะไม่ได้ชื่อรุ่น Yeezy แล้ว เพราะชื่อเป็นของคานเย เวสต์ และรุ่นใหม่อาจจะออกมาให้ได้เห็นกันในต้นปีหน้า ซึ่งจะโฟกัสที่ตัวดีไซน์ของรุ่นที่ขายดี ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 350s, 700s, 500s และ FOAM RNNRS
อย่างไรก็ตาม การที่ Adidas ฉีกสัญญากับคานเย เวสต์ นั้น ก็ทำให้บริษัทเจ็บตัวไม่น้อย เพราะ Yeezy คือตัวทำเงินของแบรนด์ โดยมีการคาดการณ์กันว่าการที่ Adidas ต้องหยุดการผลิตรองเท้า Yeezy อย่างกะทันหัน จนกว่ารุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะชื่อรุ่นอะไร แต่เป็นดีไซน์เดิมของ Yeezy นั้นจะออกวางขาย ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ไปกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ เพราะ Yeezy ทำกำไรให้กับบริษัทคิดเป็น 33% ของรายได้รวมเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไร Adidas ก็ออกมาบอกว่า แม้จะขาดทุนไป 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปีหน้าก็ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับคานเย เวสต์ เป็นจำนวนเงิน 300 ล้านยูโร (ซึ่งค่าเงินก็เกือบจะเท่ากันแล้ว) ก็ถือว่าถัวเฉลี่ยกันไป ไม่ขาดทุน
นอกจากเรื่องการยุติการทำงานกับคานเย เวสต์ แล้ว ใช่ว่าสถานการณ์อื่นๆ จะดี เพราะ Adidas เองก็กำลังโดนมรสุมพิษเศรษฐกิจจากโควิด-19 เช่นเดียวกัน ทั้งการที่ประเทศจีนยังไม่ฟื้นจากโควิด-19 ทำให้ยอดขายในจีนตกลง แล้วสายพานการผลิตก็ล่าช้าอีกด้วย อีกทั้งปริมาณความต้องการในตลาดยุโรปก็ลดลง โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ Adidas ปิดร้านและการขายออนไลน์ในรัสเซีย ซึ่งคาดการณ์ว่าทำให้สูญเสียรายได้ไปกว่า 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ แม้รายได้รวมจะสูงขึ้น 6.4% หรือประมาณ 6.4 พันล้านยูโร แต่ก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งทำให้ Adidas ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรสุทธิในปีนี้ลงเหลือเพียง 500 ล้านยูโร จากที่ตั้งไว้ 1.3 พันล้านยูโร และปรับลดคาดการณ์ผลกำไรสุทธิในปี 2023 ลงเหลือเพียง 200 ล้านยูโรเท่านั้น
ซึ่งทั้งหมดกลายมาเป็นภาระหนักของซีอีโอคนใหม่ บีฌอร์น กัลเดน (Bjorn Gulden) ที่ย้ายมาจาก PUMA และจะเริ่มต้นทำงานในปีหน้า หลังจากที่ซีอีโอคนเดิม แคสเปอร์ รอร์สเต็ด (Kasper Rorsted) ประกาศลาออกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่กัลเดนก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เพราะเคยเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของ Adidas มาแล้วในช่วงยุค 1990s
และหลังจากที่เขาเข้าไปทำงานในฐานะซีอีโอของ PUMA มาตั้งแต่ปี 2013 ก็มีผลการทำงานที่ดีมาโดยตลอด ล่าสุดมีรายงานออกมาว่า เขาเพิ่งจะทำให้ PUMA มียอดขายรายไตรมาสสูงสุดเท่าที่เคยมีมาได้ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนที่ผ่านมา
ก็คงต้องรอดูว่าเขาจะสามารถทำให้ Adidas กลับมาขายดีได้อีกครั้งแม้จะไม่มีคำว่า Yeezy อีกต่อไปแล้วได้ไหม
อ้างอิงhttps://hypebeast.com/2022/11/adidas-will-still-use-yeezy-designs-after-parting-with-ye https://www.complex.com/sneakers/adidas-yeezy-designs-2023-releases https://www.reuters.com/business/retail-consumer/adidas-cuts-2022-outlook-2022-10-20/ https://edition.cnn.com/2022/11/08/business/adidas-ceo-puma/index.html